เ รื่ อ ง เ ล่ า จ า ก อ า เ อี ย

เล่าเรื่องไปเมืองอังกฤษ

1.เล่าเรื่องไปอังกฤษ
2.อาร์เซนอล 0 -
มิดเดิ้ลสโบรซ์ 3
3.The Phantom of The
Opera
4.Jesus Christ Superstar


บ ท สั ม ภ า ษ ณ์

ปิยะพร ศักดิ์เกษม
'นิยายรักใช่น่ารังเกียจ'

: : สัจจภูมิ ละออ


บ ท ค ว า ม

ในห้วงคมอักษร
: : สวิริญช์


บ ท วิ จ า ร ณ์

ดอกไม้ในป่าหนาว
ดอกไม้ในป่าหนาว :
สะท้อนอะไรในสังคม

: : พวงแก้ว ลภิรัตนกุล
ระบำดาว
คุณค่าของมนุษย์ อยู่ที่มนุษย์เป็นผู้ "เลือก" กำหนด
: : รื่นฤทัย สัจจพันธ์
รากนครา
ไร้ราก ก็ไร้กิ่ง ก้าน
ดอก ผล ใบ และชีวิต

: : จรูญพร ปรปักษ์ประลัย
ใต้เงาตะวัน
ใต้เงาตะวัน : เหลี่ยมมุมมนุษย์
: : เทวทัต
บ ท วิ จ า ร ณ์
ร ะ บํ า ด า ว
ระบำดาว : คุณค่าของมนุษย์ อยู่ที่มนุษย์เป็นผู้ "เลือก" กำหนด
โดย รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
จากหนังสือ "อ่านอย่างมีเชิงชั้น วิจารณ์อย่างมีเชิงศิลป์" สำนักพิมพ์ดอกหญ้า
(เคยตีพิมพ์ใน คอลัมน์พินิจหนังสือ นิตยสารมาตุภูมิ รายสัปดาห์)

นวนิยายเรื่อง ระบำดาว ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ใช่เป็นเพียงนวนิยายรักที่เร้าอารมณ์หวานๆ ของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นนวนิยายที่พยายามเสนอความซับซ้อนในใจของมนุษย์อันมีผลต่อการตัดสินใจและเลือกดำรงชีวิตด้วยเหตุผลต่างๆ กัน  ผู้แต่งสร้างตัวละครหญิงที่เป็นตัวเด่นขึ้น 3 คน แต่ละคนเป็นเสมือน "ดาว" ที่เจิดจรัสอยู่ในสังคมแวดล้อมและคนใกล้ชิด และต่างมีวิถีโคจรต่างกันไป ในระหว่างการดำเนินเรื่อง ผู้แต่งมักจะบรรยายภาพดวงดาวบนท้องฟ้าให้สอดคล้องกับอารมณ์และเหตุการณ์ เป็นเชิงเปรียบเทียบว่าชีวิตเหมือนดวงดาวยามสดใสก็เหมือนยามดวงดาวกะพริบพร่างพราวทั่วท้องฟ้า ยามทุกข์หมองหม่นก็เหมือนดวงดาวอ่อนแสง ริบหรี่ ไร้แสง ทำให้เป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง

สาลิน ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวระดับกลางในท้องถิ่นภาคเหนือ ด้วยสติปัญญาปราดเปรื่อง คว้าอันดับ 1 ในการเรียนมาโดยตลอด เป็นเสมือนใบเบิกทางให้เธอประสบผลสำเร็จอย่างดีด้านการศึกษาและการงาน เธอเป็นนักเรียนนอกและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอันถือว่าอยู่ในสถานะที่มีเกียรติของสังคม นอกจากนี้รูปโฉมอันงดงามของเธอเป็นบ่วงเสน่ห์ให้มีผู้ชายมาตามตอมตั้งแต่เริ่มวัยสาว ก็เป็นสิ่งที่สร้างเสริมความเชื่อมั่นในตนเองมากจนเธอไม่เคยมีใจหวั่นไหวกับผู้ชายคนไหน จากคำพูดของพ่อซึ่งภูมิใจในตัวลูกสาวคนเดียวนี้อย่างล้นเหลือที่ว่า "สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับ
ลิน"
ปลูกฝังแนวความคิดให้สาลินโดยไม่รู้ตัวว่าเธอจะไม่ใส่ใจกับใครหรืออะไรที่เป็นสามัญ เหมือนอย่างที่ผู้แต่งกล่าวไว้ว่า "จริงแล้ว... สาลินรู้จักตนเองดีพอในเรื่องของความฝัน ความทะเยอทะยาน เธอไม่เคยเป็นรองใคร ดีเด่นเสมอในเรื่องการเรียน และยิ่งด้วยรูปโฉมที่สะดุดตา บุคลิกสะดุดใจเช่นนี้ เธอจะเลือกแต่ผู้ชาย 'ธรรมดา' ได้อย่างไร..." และ "หญิงสาวคาดหวัง ไขว่คว้า และรอคอยในสิ่งที่ 'ดีเยี่ยม' เสมอ... เหมือนอย่างที่เธอดิ้นรนไขว้คว้าเอาคุณสมบัติชั้นยอดมาประกอบเข้ากับรูปลักษณ์ที่ธรรมชาติสร้างมาให้จนเหลือเฟือ... สาลินจึงได้มาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สาวสวยที่สูงเปี่ยมด้วยความสามารถและมันสมอง"

นวนิยายเรื่อง ระบำดาว เดินเรื่องด้วยเรื่องราวของสาลินและภาทิศ หนุ่มที่เพียบพร้อมด้วยบุคลิก หน้าตา ฐานะ และชาติตระกูล เขาจึงเป็นผู้ชาย "ดีเยี่ยม" ตามที่สาลินใฝ่ฝันถึง เช่นเดียวกับที่สาลินเป็นผู้หญิง "ที่ดีที่สุด" ที่เขาแสวงหา แต่สำหรับผู้หญิงที่ "ใกล้ชิด" หรือหลงรักเขามาก่อนจะพูดถึงภาทิศว่าเป็น "ตัวอันตราย" อย่างเช่น จีน่า แฟนเก่าพูดถึงภาทิศว่า "แพทเป็นคนชอบเอาชนะ ชอบสิ่งท้าทาย ไม่งั้นเขาก็คงไม่เรียนจนได้ดอกเตอร์หรอกค่ะ ด้วยอายุยังน้อยเสียด้วย เรื่องส่วนตัวก็เหมือนกัน... เขาชอบให้ผู้หญิงรักเขา... คนเพียบพร้อมอย่างเขาก็ทำได้ไม่ยาก" หรืออย่างที่โชค น้าชายของงามสรรพผู้มีประสบการณ์ในการดูคน พูดถึงภาทิศว่า "อ้าว! ไม่ได้นินทา น้าชมว่าเขาสรรหาแต่สิ่งที่ดีที่สุดต่างหาก... เขาหาเพราะว่าใจไม่เคยพอ... ต้องหาไปเรื่อยๆ จนสุดทาง..." และ "ชายหนุ่มผู้นี้มีคุณสมบัติที่เลอเลิศนานัปการ ยากที่จะหาได้จากคนหนุ่มในวัยเดียวกัน หากหลานสาวคนเดียวของเขาจะฝากชีวิตไว้กับใครสักคน ก็น่าจะเป็นคนเช่นนี้แหละ... ถ้าเพียงแต่ภาทิศจะไม่ 'ขาด' และ 'เกิน' ในบางเรื่องที่เขาไม่อาจมองข้ามไปได้เช่นนี้ สิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้ 'ขาด' คือการยอมรับในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของผู้อื่น... ก็เขาเติบโตมาในสังคมและครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับวัตถุ ขณะที่สิ่งที่เขามีจน 'เกิน' ก็คือความกระหายในชัยชนะ... ดิ้นรน ฉกฉวย ทุกวินาทีของชีวิตเพื่อได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุด"

ความหวังของสาลินที่จะมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบจึงกลายเป็นความสิ้นหวัง เพราะหลังจากเธอก้าวลึกจนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภาทิศ ด้วยแรงผลักดันอันนุ่มนวลจากความรักความปรารถนาอันจริงใจที่แสดงออกด้วยถ้อยวาจาอ่อนหวาน รสสัมผัสนุ่มนวล "ที่มัดตรึงทั้งตัวและหัวใจของเธอทีละน้อย... ทุกอย่างเพิ่มพูนขึ้นอย่างช้าๆ ... และมีขั้นตอน..." ไฟปรารถนาในใจภาทิศก็อ่อนแรงลง แม้เขา "คิด" ว่าเขายังรักสาลินอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างสาลินและภาทิศจึงกลายเป็นความสัมพันธ์แบบ "สม่ำเสมอ" คือไม่มีอะไรคืบหน้า ความสัมพันธ์เช่นนี้บั่นทอนความมั่นใจและความภูมิใจในตัวของสาลินผู้เคยเป็นที่ 1 ตลอดเวลา ความจริงแม้สาลินใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล เป็นนักเรียนนอกและเป็นคนหลงไหลในความหรูหราของสังคมชั้นสูง แต่ด้วยความที่เธอรู้จักตัวเอง ภาคภูมิใจในความสมบูรณ์แบบของตนทำให้เธอสงวนเนื้อสงวนตัวไว้สำหรับผู้ชายที่เธอเห็นว่า "พิเศษ" เมื่อได้ทุ่มเททั้งกายและใจลงไปหมดให้แก่ผู้ชายคนแรกที่เธอรัก ความสัมพันธ์ที่ไม่โปร่งใส ทำให้เธอเริ่มหวั่นระแวงต่อสายตาของสังคม ความที่เคยแต่เป็นฝ่ายที่ถูกไขว่าคว้าแย่งชิง เธอจึงรู้สึกละอายที่จะกลายเป็นฝ่ายบุกรุกเร้าหึงหวง หรือแสดงความต้องการที่แท้จริงเพื่อเพิ่มความมั่นคงมั่นใจให้ตนเอง สภาพเช่นนี้ทำให้สาลินตกอยู่ในความกดดันสูง อันมีผลกระทบต่อบุคลิกภาพของเธอ

ผู้แต่งสื่ออารมณ์สับสนภายในใจของตัวละครได้อย่างชัดเจน เริ่มจากภาพงดงามของหนุ่มหล่อสาวสวยที่มีคุณสมบัติสอดคล้องเหมาะเจาะลงตัว จากนั้นผู้แต่งจะเปิดเปลือยอารมณ์ซับซ้อนทีละชั้นในใจมนุษย์ ทั้งสาลินและภาทิศเป็นคนมีอุปนิสัยเหมือนกันคือแสวงหาสิ่งที่ "คิด" ว่าดีเลิศและชอบเป็นผู้ชนะ เมื่อภาทิศ "ได้" สาลินแล้ว เขาก็แสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีเลิศอย่างอื่นต่อไป ในขณะเดียวกัน
สาลินเริ่มไร้ความสุขเพราะเธอรู้สึกว่าเธอเป็นฝ่าย "เสีย" เธอตกเป็นเบี้ยล่างด้วยอำนาจแห่งความรัก สิ่งนี้บั่นทอนความเชื่อมั่นภาคภูมิใจตนเองสำหรับคนต้องอยู่ในสภาวะแห่ง "ความเป็นหนึ่ง" ตลอดเวลาอย่างสาลิน เธอรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างเธอและภาทิศ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด เธออยากพลิกกลับสถานการณ์ที่เป็นเบี้ยล่างนั้นเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา การที่พ่อแม่ของสาลินมอบเงินจำนวนมากที่ได้มาจากการขายที่ดินให้ลูกสาวคนเดียวเพื่อ "ให้ลินได้ทุกอย่างที่ลินต้องการ เชิดหน้าอยู่ในสังคมได้ไม่ต้องอายใคร" เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้แก่สาลิน และเป็นสิ่งที่ย้ำให้ผู้อ่านเห็นว่าสาลินเป็นตัวละครที่หลงไหลอยู่กับวัตถุ เธอเองก็มิได้ดีไปกว่าภาทิศสักเท่าไร ในแง่ที่ว่า ทั้งสองต่างก็มิได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก เท่ากับองค์ประกอบภายนอกตัวมนุษย์ ทั้งสองต่างก็เป็นคนที่รักตัวเองมากกว่ารักคนอื่น ความรักความเอื้ออาทรของพ่อแม่ โดยเฉพาะการปลุกเร้าให้เธอต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่ง จึงเป็นน้ำทิพย์ที่ให้กำลังและกระตุ้นให้เธอใคร่ครวญทบทวนว่า เหตุใดเธอจึงปล่อยให้ความรักผลักดันเธอลงไปเป็นเบี้ยล่างของชายคนหนึ่ง

สิ่งที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของสาลินที่จะไม่ยอมมีชีวิตเป็นเบี้ยล่างของใครอีกอย่างหนึ่งก็คือ การได้เห็นชีวิตของลีลา น้องสาวภาทิศ ที่เลือกเป็นเมียเก็บของอาจารย์หนุ่มนักอุดมการณ์จอมปลอม แทนที่จะแต่งงานกับหนุ่มที่รักและมีความเหมาะสมกับเธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้ ชาติตระกูล ชีวิตของลีลาจึงเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนให้สาลินมองเห็นบางแง่บางมุมในชีวิตของตน ลีลาเป็น "ดาว" อีกดวงหนึ่งที่ควรจะสูงส่งงดงามประดับท้องฟ้า แต่ทั้งสาลินและลีลาต่างถูกพันธนาการด้วยความรักภายใต้ความสัมพันธ์อันไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะ การที่สาลินมองเห็นว่าลีลาอ่อนแอเกินกว่าจะผละจากชีวิตเมียเก็บทำให้เธอรู้สึกเข้มแข็ง เธอรู้ทันทีว่าเธอยอมรับสภาพแบบเดียวกับลีลาไม่ได้ เธอจึงรู้สึก "เหมือนตัวเองได้กลับมายืนเท้าของตัวเองอีกครั้ง"

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจผละจากชายคนรักที่ได้ทั้งตัวและหัวใจเธอไปพร้อมกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้แต่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจสภาพจิตใจของสาลินและลีลาซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี ลีลาตัดสินใจได้แล้วว่าเธอยอมรับชีวิตที่มีทั้งความสุขและความทุกข์เช่นนี้ เพราะชีวิตที่เคยแต่เป็นผู้รับทำให้เธอรู้สึกไร้ค่า ความคิดว่าเธอเป็นผู้เสียสละที่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ชายผู้มีปัญหาครอบครัว (โดยไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกและเอาเปรียบ) ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองได้เป็นผู้ให้ ส่วน
สาลิน ความทะนงตัวทำให้ความปรารถนาที่จะพ้นจากสภาพปิดบังซ่อนเร้นที่เป็นอยู่ เพิ่มมากขึ้นทุกที แต่ความรักและความกลัวการสูญเสียก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจลำบาก ดังนั้นนอกเหนือจากพ่อแม่และตัวอย่างชีวิตของลีลา การตัดสินใจของสาลินยังได้รับการกระตุ้นจากคำพูดของลดา เพื่อนรัก ที่ว่า "ลินมีค่าและรู้ค่าของตัวเองดีอย่าให้ใคร 'เก็บ' เธอไว้ ลินเป็นดาว ดาวจะต้องเปล่งแสงสุกใสอยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่มากลายเป็นก้อนดินธรรมดาอยู่ในอุ้งเมือของใคร" และจากคำพูดของ โดมินิก หนุ่มใหญ่ต่างชาติที่ว่า "... ชีวิตคนเราต้องก้าวไปข้างหน้า เรามีเวลาอยู่บนโลกใบนี้น้อยเต็มที การรีรอ
วนเวียนอยู่กับเรื่องบางเรื่องก็เหมือนกับการยอมให้เวลาในชีวิตเราถูกขโมยไป... มันสูญเปล่า..."
คำพูดนี้ทำให้สาลินได้คิด เธอพบทางออกจากเขาวงกตและ "ไม่รู้สึกอ้างว้างโหยหาเหมือนที่เคยนึกกลัวไว้ล่วงหน้า กลับปลอดโปร่งเบาสบาย... สัมผัสได้ถึงความกว้างของท้องฟ้าเบื้องบนศีรษะและความไพศาลของพื้นพสุธาเบื้องล่าง... และไม่รู้สึกว่าได้ทำหัวใจหล่นหาย หากรู้สึกว่าได้ตัวตนเก่าๆ และเวลาที่เป็นของตนเองกลับคืนมา... จริงแล้ว! ... ชีวิตของมนุษย์นี้สั้นนัก เธอจะยินยอมให้ใครคนหนึ่งขโมยเวลาในชีวิตของตนเองต่อไปไย?... เกือบปีที่ผ่านมาน่าจะเพียงพอแล้ว...สำหรับการ...'ให้'!..."

งามสรรพ คือ "ดาว" อีกดวงหนึ่งที่ผู้แต่งพยายามสร้างขึ้นให้เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ แม้จะทำได้ไม่ชัดเจนนัก เธอเป็นเด็กสาวที่เติบโตในสังคมชนบท ท่ามกลางธรรมชาติ มีความคิดและความฝันบริสุทธิ์แบบเด็กๆ ในขณะที่มีความรู้เฉลียวฉลาด ผู้แต่งบรรยายความรู้สึกของภาทิศที่มีต่องามสรรพว่า "การได้พบปะ ใกล้ชิดกับเด็กสาวคนนี้ ได้ฟังคำพูดที่ฉลาดเฉลียว เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน วิธีการมองโลกและคนอย่างสดใสจริงใจราวกับว่ามันคือสิ่งใหม่ที่สดสะอาด กับดวงจิตที่อ่อนเยาว์และกระตือรือร้นนั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำใสสะอาดที่หลั่งลงชะผงตะกอนแห่งความขุ่นข้องที่ค้างคาอยู่ในใจเขาให้หายไปโดยไม่ได้ตั้งใจสักนิด... และสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่ทันรู้สึกตัวก็คือ ทั้งตัวตนความคิดและวิญญาณที่บริสุทธิ์ของงามสรรพช่วยดึงเขาต่ำลงสัมผัสพื้นโลก สัมผัสธรรมชาติที่เป็น 'ของแท้' " และ "... ทุกวินาทีที่ได้อยู่เคียงข้างเด็กคนนี้เขาช่างลืมไปเสียทุกอย่าง... การงานผู้คน สังคม... เครื่องปรุงแต่งจอมปลอมเหล่านี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง... 'เปลือก' ทุกชนิดหลุดออก เหลือเพียงตัวตนของเขาเท่านั้นที่สัมผัสกับโลกไร้มายา... และเขาก็ช่าง 'รัก' ลักษณาการเช่นนี้!... เป็นรักที่แตกต่างจากรักที่เขาเคยผ่าน เป็น 'รัก' ล้วนๆ ด้วยวิญญาณ ด้วยตัวตนที่ปราศจากสิ่งปรุงแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือ ภูมิความรู้..."

ในตอนนี้ผู้แต่งไม่สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของภาทิศเกิดจากการที่สาลินระเบิดอารมณ์ใส่เพียงหนเดียว เขาจึงผิดหวังมากจนต้องไขว่คว้าหาผู้หญิงคนใหม่ที่ต่างไปจากคนเดิมโดยสิ้นเชิง พร้อมกันนั้นก็ไม่ได้มีสิ่งใดเป็นแรงกดดันให้ภาทิศเกิดความเบื่อหน่ายสังคมจนหันเข้าหาความเรียบง่ายตามธรรมชาติ การเปลี่ยนพฤติกรรมของภาทิศจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้แต่งไม่ได้ปูพื้นฐานให้มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่เหมือนอย่างสาลินที่ผู้แต่งแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับแรงกดดันจนต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตใหม่ ผู้อ่านจึงเห็นพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจและพฤติกรรมในตัวละครนี้ชัดเจนกว่าตัวอื่น

ผู้แต่งให้เราเห็นความซับซ้อนในอารมณ์มนุษย์ผ่านตัวละครที่ชื่อสาลินอีกครั้ง ด้วยการให้
สาลินพยายามเป็นผู้ชนะในเกมสลัดรักระหว่างเธอกับภาทิศ ทั้งๆ ที่เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกกับ
ภาทิศหากความสัมพันธ์ของเธอและเขายังไม่คืบหน้าไปจากเดิม ความทะนงในตนเองทำให้เธอคิดว่าความสัมพันธ์จืดจางด้วยเหตุที่ภาทิศเสียดายความเป็นโสด เธอจึงไม่เคยคิดว่าภาทิศจะมีผู้หญิงอื่น... ซึ่งไม่มีคุณสมบัติใดเทียบเท่าเธอได้ เมื่อรู้ความจริง ความคั่งแค้นอับอายทำให้ความหลงไหลในตัวเองเหือดแห้งไปสิ้น และความไม่เคยเป็นผู้แพ้ทำให้เธอไม่ยอมรับสภาพที่ภาทิศทิ้งเธอไปรักผู้หญิงอื่นๆ " 'ฉันจะยอมละหรือ'... สาลินถามกับตัวเอง... 'จะถอยออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกและกลายเป็นผู้แพ้ ยอมให้ชายหนึ่ง 'ใช้' เธอ ดูดดื่มความสุข ฉกฉวยประโยชน์จากร่างกายและความรักของเธอไป โดยไม่เสียอะไรสักอย่าง...' " เธอจึงขัดขวางความรักครั้งใหม่ของเขา เพียงเพื่อต้องการเอาชนะ ต้องการเป็นฝ่ายทิ้งเขา ไม่ใช่เป็นฝ่ายถูกทิ้ง และด้วยอุปนิสัยพอใจสิ่งที่เลอเลิศที่สุด ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีชาวต่างประเทศ และใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นสูงของต่างประเทศตามที่เธอใฝ่ฝัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเธอก็ได้บทเรียนชีวิตที่พบว่า ความนับถือ ความศรัทธา เป็นสิ่งที่ผูกพันที่เหนียวแน่นกว่าความเสน่หาและความลุ่มหลง ส่วนงามสรรพแม้จะได้รับรู้ว่าภาทิศหมดพันธะจากคนรักเก่า เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่หวนไปหาความรักครั้งแรกอีก เพราะได้รู้เสียแล้วเขาเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว แม้จะมีคุณสมบัติชั้นยอดแต่เขาก็ไร้คุณธรรม

ข้อบกพร่องที่มีอยู่ของนวนิยายเรื่องนี้นอกจากเรื่องภาษาในบางที่ เช่น ชื่อเล่นของสาลิน บางทีใช้ ลิน บางทีใช้ลินน์ เป็นต้น การให้สาลินแต่งงานกับฝรั่งและงามสรรพเปิดใจรับพิจารณาคีตา เป็นการพยายามให้เรื่องลงเอยด้วยดีตามแบบนวนิยายไทยทั่วไป เพราะการแต่งงานการมีคู่ใหม่หลังการพลาดรักครั้งแรกไม่น่าจะเป็นเพียงทางออกเดียวของผู้หญิงที่จะประกาศศักดิ์ศรีทางเลือกชีวิตของเธอ นอกจากนี้น้าโชคก็ดูจะเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นผู้ช่วยนางเอกเกินไป การที่ภาทิศฝากที่ติดผมเพชรให้น้าโชคไปให้งามสรรพที่เมืองนอกเพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกรักเขาหรือไม่ ก็ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อไปหน่อย แม้ผู้แต่งจะมีจุดประสงค์ให้น้าโชคเลิกผลักดันทางเลือกให้หลานสาว ปล่อยให้เธอเลือกเองก็ตาม อย่างไรก็ดีภาพรวมของนวนิยายเรื่องนี้ก็มีเอกภาพและไม่ทิ้งรายละเอียด

นวนิยายเรื่องนี้เตือนใจผู้หญิงให้ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง จุดอ่อนของผู้หญิงอยู่ที่ความรัก บ่อยครั้งที่อำนาจแห่งความรักทำให้ผู้หญิงยอมลดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เพื่อผู้ชายที่เธอรัก แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วก็ไม่เคยมีมนุษย์คนใดยอมรับสภาพความไร้ศักดิ์ศรีได้ตลอดไป ทำอย่างไรเล่าที่ผู้หญิงเราไม่ต้องบาดเจ็บเสียก่อนจะเรียนรู้ความจริง.



โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ
..มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม