|
| เ รื่ อ ง เ ล่ า จ า ก อ า เ อี ย |
ด |
|
|
|
 |
เล่าเรื่องไปเมืองอังกฤษ

|
|
|
| บ ท สั ม ภ า ษ ณ์ |
 |
|
|
|
|
|
| บ ท ค ว า ม |
 |
|
|
|
|
|
| บ ท วิ จ า ร ณ์ |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
| บ ท วิ จ า ร ณ์ |
 |
|
|
|
ร า ก น ค ร า |
ไร้ราก ก็ไร้กิ่ง ก้าน ดอก ผล ใบ และชีวิต โดย จรูญพร ปรปักษ์ประลัย |
| ( จาก นิตยสารสีสัน ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2543 ) |
เมื่อพูดถึงงานวรรณกรรม เรามักจะแบ่งกันอย่างหยาบๆ เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ งานวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้อ่านกลุ่มใหญ่ ซึ่งในที่นี้ผมขอเรียกว่าวรรณกรรมแนวนิยม กลุ่มที่ 2 ได้แก่ งานวรรณกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อเสนอความคิดและอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นเนื้อแท้ที่นักเขียนมีต่อโลก ชีวิต และสังคม ในลักษณะของงานซึ่งเป็นศิลปะบริสุทธิ์ มักเรียกกันว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์
การแบ่งกลุ่มวรรณกรรมด้วยวิธีนี้ สร้างภาพที่เป็นมายาคติขึ้นในใจผู้อ่านว่า งานวรรณกรรมกลุ่มแรกไม่ต่างจากงานฝีมือที่แม้จะสวยงามลงตัวเพียงไร ก็ไม่อาจเทียบชั้นกับวรรณกรรมกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นศิลปะบริสุทธิ์ได้
ไม่แต่นักอ่านเท่านั้น นักเขียนที่สร้างสรรค์งานในปัจจุบันก็มองภาพตัวเองในลักษณะแบ่งแยกกันชัดเจน นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์มักปรากฎตัวในฐานะของศิลปิน ขณะที่นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมแนวนิยมมักจะไม่มีภาพของศิลปินปรากฎให้เห็นมากนัก
นี่คือภาพที่เราเชื่อมาตลอด แต่ในความเป็นจริง การจะตัดสินงานวรรณกรรมชิ้นหนึ่งๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?
ประเภทของงานเขียน สนามที่ลงตีพิมพ์ เพศของนักเขียน รวมไปถึงแนวการทำงานของนักเขียนคนนั้น ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นหน้าฉาก ทำให้หลายคนแบ่งแยกกลุ่มของงานวรรณกรรมออกจากกัน โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาหรือลงลึกถึงคุณค่าของงานเลยแม้แต่น้อย เพราะหากตัดสินกันที่เนื้องานจริงๆ แล้วบ่อยครั้งที่พบว่างานเขียนที่มีรูปลักษณ์คล้ายวรรณกรรมแนวนิยม ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรแปลกใหม่ในเชิงสร้างสรรค์อยู่เลย กลับเป็นงานที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในด้านของการสร้างสรรค์ มากกว่างานวรรณกรรมสร้างสรรค์หลายๆ เรื่อง ขณะที่งานเขียนซึ่งเราเรียกว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์จำนวนมาก เมื่อดูกันจริงๆ กลับมองไม่เห็นการสร้างสรรค์ที่แท้จริงใดๆ และที่มากกว่านั้น เมื่อคุณค่าทางด้านความงามกลายเป็นสิ่งที่นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะหลงคิดว่าความงามเป็นเรื่องของช่างฝีมือมากกว่าศิลปิน งานวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ ยิ่งกลายเป็นแค่งานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งไม่อาจเข้าไปประทับอยู่ในใจผู้อ่านได้เลย
หลายปีที่ผ่านมา มีนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมแนวนิยมเป็นจำนวนไม่น้อยที่พยายามยกระดับให้กับงานเขียนของตนเอง โดยสร้างสรรค์งานที่มุ่งเน้นความคิดที่แปลกใหม่และสอดคล้องไปกับบริบทของสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคมในระดับต่างๆ แต่ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องแนวขนบ และการวางโครงสร้างเรื่องแบบเดิม ทำให้คุณค่าของงานวรรณกรรมเหล่านี้ถูกมองข้ามด้วยกำแพงที่ก่อขึ้นอย่างหยาบๆ ระหว่างวรรณกรรมแนวนิยมกับวรรณกรรมสร้างสรรค์
กฤษณา อโศกสิน, ว. วินิจฉัยกุล, ทมยันตี และ โบตั๋น คือแถวหน้าของนักเขียนที่มีภาพของนักเขียนวรรณกรรมแนวนิยมอย่างเด่นชัด แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา นักเขียนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองโดยการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าเหนือกว่างานของนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก ขณะที่พลังของนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์กำลังถดถอย นักเขียนกลุ่มแนวนิยมกลับกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ นักเขียนกลุ่มแนวนิยมนั้นมีพื้นฐานด้านวรรณศิลป์สูงกว่านักเขียนกลุ่มสร้างสรรค์ ซึ่งมักให้ความสำคัญกว่าความคิดและรูปแบบการนำเสนอ มากกว่าที่จะสร้างพื้นการเขียนที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นมาให้กับตัวเองเสียก่อน ซึ่งที่จริงแล้ว การทำงานศิลปะทุกสาขาจะต้องเริ่มจากการฝึกฝนฝีไม้ลายมือในศิลปะสาขานั้นๆ จนเกิดความชำนาญ และเชี่ยวชาญในเครื่องมือที่ตัวเองใช้จนเครื่องมือกับร่างกายสัมพันธ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน สำหรับนักเขียนแล้วเครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็คือภาษา และนักเขียนที่ฝึกฝนการใช้ภาษาในการสร้างสรรค์งานวรรณศิลป์จนแม่นยำ ก็คือผู้ที่ได้ชื่อว่า "นายภาษา" นั่นเอง
ในกลุ่มแนวนิยม แม้จะดำรงอยู่ด้วยนักเขียนซึ่งเป็นเสาหลักเพียงไม่กี่คน แต่นักเขียนที่เกิดขึ้นใหม่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ นักเขียนเหล่านี้มักเกิดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ก่อนที่ชื่อจะค่อยๆ เป็นที่รู้จักและยอมรับกันในกลุ่มผู้อ่านวรรณกรรมแนวนี้ จนในที่สุด หลายคนกลายเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่ต้องรู้จัก เมื่องานของเขาและเธอได้รับคัดเลือกให้จัดทำเป็นละครโทรทัศน์ แน่ล่ะ ความสำเร็จของนักเขียนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแน่นอน
ปิยะพร ศักดิ์เกษม เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าที่จะก้าวขึ้นมาถึงวันนี้ ในระดับของนักเขียนซึ่งสามารถยืนเคียงบ่าเคียงใหล่กับนักเขียนรุ่นพี่ได้อย่างภาคภูมิ จนหลายคนมองว่าเธอคือความหวังใหม่ของนักเขียนกลุ่มแนวนิยมซึ่งจะเป็นตัวตายตัวแทนให้กับบรรดานักเขียนที่เป็นเสาหลักของงานวรรณกรรมแนวนี้ได้
และถ้าเราพังกำแพงที่ก่อขึ้นหยาบๆ ลงจะเห็นชัดว่างานเขียนมากมายหลายชิ้นของเธอเป็นมากกว่างานวรรณกรรมแนวนิยมที่คุ้นเคยกันดี แต่ได้ก้าวข้ามแนวกำแพงมาสู่การเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ แบบที่นักเขียนแนววรรณกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลายจะต้องหันมามองด้วยความใส่ใจ และทบทวนการทำงานที่ผ่านมาของตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งว่า การสร้างสรรค์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
บนเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา นอกจากผลงานของเธอจะได้รับการยอมรับจากผู้อ่านเป็นจำนวนมากแล้ว นวนิยายหลายเรื่องของเธอยังได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติคือ รางวัลชมเชยจากเรื่อง "ทรายสีเพลิง" ในปี 2537, "รากนครา" ในปี 2541 รางวัลดีเด่นจากเรื่อง "ใต้เงาตะวัน" ในปี 2542 และในปีนี้ "รากนครา" ยังเป็นหนึ่งในนวนิยาย 6 เรื่องสุดท้ายที่เข้าชิงรางวัลซีไรท์ประจำปีนี้อีกด้วย *
"รากนครา" เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องราวย้อนหลังไปเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ยุคที่ประเทศตะวันตกแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกเพื่อช่วงชิงกันเป็นเจ้าของอาณานิคมในดินแดนต่างๆ ในช่วงเวลานั้นสยามถูกบีบจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ คืออังกฤษกับฝรั่งเศษ ซึ่งมีพื้นที่ในการปกครองครอบคลุมทั่วโลก ไม่ต่างจากโดมิโนที่กำลังล้มไล่กันมาตามลำดับใกล้จะมาถึงสยามเต็มที ขณะเดียวกัน สยามก็กำลังมีปัญหากับหัวเมืองที่ยังคงปกครองตัวเอง และต้องการมีอิสระไม่ต้องขึ้นต่อสยามอีกต่อไป
สถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้เองที่ทำให้แผ่นดินที่ดูสงบเย็นแห่งดินแดนล้านนาคุกรุ่นขึ้นด้วยเพลิงแห่งความขัดแย้งทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความคิด
ภายในความนิ่งที่เห็นเป็นภาพปรากฏมีความเคลื่อนไหวของพลังการต่อสู้อันเร่าร้อนรุนแรงของผู้คนซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อชาติ แม้แต่ชีวิตก็ยอมอุทิศเพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่ตนเองหวงแหนเอาไว้ให้ได้...ซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ
ภาพการต่อสู้ในหลายระดับ ถูกเปรียบกับการเดินหมากบนกระดานหมากรุก ราวกับว่านี่คือ เกมที่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบและสมาธิในการเล่นอย่างยิ่ง เดินพลาดเพียงครั้งเดียว หมากทั้งกระดานอาจจะไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปได้
ปิยะพร แสดงภาพเปรียบนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน โดยตอกย้ำอยู่หลายครั้งหลังจากที่เรื่องดำเนินผ่านช่วงแนะนำตัวละครซึ่งเปรียบเทียบเสมือนหมากแต่ละตัวบนกระดานจนครบทุกตัวแล้ว เช่น
"เมื่อหมากมันเดินเข้ามาให้เรากินอย่างนี้ เราจะไม่กิน แล้วไปเริ่มใหม่ทำไมกัน..." (หน้า 172)
"...คิดหมากล่วงหน้าและดักหลังเสียหลายตาด้วยหมายกินสองต่อจนหลงลืมแนวทางป้องกันตน..." (หน้า 397)
"...หมากการเมืองที่ เจ้าหลวงแสนอินทะ วางไว้กำลังมีข่องโหว่ให้เขาเดินเข้ากินสองต่อ..." (หน้า 451)
และ "...การเดินหมากพลาดเพียงตาเดียวก็แพ้ทั้งกระดาน..." (หน้า 397)
ด้วยโครงสร้างของเรื่องที่ซับซ้อน ปิยะพร ชี้ให้เห็นว่า เกมนั้นไม่เพียงแต่ถูกเล่นในระดับความขัดแย้งระหว่างเมืองต่อเมือง ในระดับตัวบุคคล เกมก็ถูกเล่นอยู่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสามารถแบ่งระดับของเกมจากใหญ่ไปเล็กได้ดังต่อไปนี้
- เกมระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคมกับเมืองใหญ่น้อยที่เป็นเป้าหมาย
- เกมระหว่างเมืองเล็กเมืองน้อยด้วยกันเองที่แย่งชิงกันเป็นใหญ่ในพื้นที่อาณาบริเวณนั้น
- เกมระดับชนชั้นนำภายในเมืองที่แก่งแย่งกันขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุด ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด กุมชีวิตทุกคนที่อยู่ในปกครองไว้แต่เพียงผู้เดียว
- เกมชีวิตที่ทุกคนเล่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรัก หรือสิ่งใดก็ตาม
"รากนครา" ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครหลัก 2 ตัว เปรียบได้กับหมาก 2 ตัวบนกระดานการเมือง แต่ที่เกมๆ นี้ต่างจากเกมอื่นๆ ก็เพราะมันเป็นเกมที่หมากทุกตัวมีชีวิตจิตใจ และมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
แม้นเมือง คือตัวละครที่เกิดมาโดยถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าชีวิตของเธอเป็นของแผ่นดินถิ่นเกิด คนเราทุกคนเกิดมาโดยมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบยิ่งอยู่ในฐานะที่สูงส่งมากเท่าไร หน้าที่ที่ต้องแบกรับยิ่งต้องมีมากขึ้นเท่านั้น และเพราะเหตุนี้เอง เธอจึงยอมอุทิศทุกอย่างเพื่อแผ่นดินได้เสมอ
ในขณะที่ มิ่งหล้า คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นให้เป็นด้านตรงข้าม เธอเป็นหญิงสาวที่มีความสำคัญสูงสุดของเชียงเงิน แม้ว่าเธอจะเป็นน้องแต่เมื่อแม่ของ แม้นเมือง เสียชีวิต เธอซึ่งเกิดกับเจ้านางหลวงคนใหม่ จึงถูกส่งให้อยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า แม้นเมือง หนึ่งขั้นเสมอ
แม้นเมือง กับ มิ่งหล้า คือตัวละครที่ทำให้เราเห็นการปะทะกันทางความคิดและการดำเนินชีวิตได้อย่างเด่นชัด ขณะที่ แม้นเมือง ยอมทำทุกอย่างตามที่พ่อและพี่ชายของเธอสั่ง เพราะเธอเชื่อว่า นั่นคือหนทางที่จะให้เชียงเงินมีอิสระอย่างแท้จริงได้อีกครั้ง มิ่งหล้า กลับเลือกที่จะปฏิเสธถ้าสิ่งที่เธอได้รับมอบหมายให้ทำนั้นเป็นไปด้วยความฝืนใจ
อย่างไรก็ตาม สุดท้าย ทั้ง แม้นเมือง และ มิ่งหล้า ก็ไม่อาจหนีพ้นคำสั่งที่ส่งลงมาถึงพวกเธอได้ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงใด เธอทั้งสองก็เป็นแค่หมากที่ถูกจับเดินเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น
คำว่า "รากนครา" อันเป็นชื่อเรื่องหมายความถึงรากที่หยั่งลึกลงสู่ผืนแผ่นดินเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองให้ดำรงอยู่ เพื่อให้ภาพนี้ชัดเจนขึ้น บุคลิกของ แม้นเมือง จึงถูกสร้างขึ้นตามแบบฉบับของวีรสตรีในอุดมคติ ผู้ไม่เคยนึกทำอะไรเพื่อตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งความรักที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอถูกส่งตัวไปเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง เธอก็ยังบอกกับตัวเองว่า มันเป็นเพียงหน้าที่ที่เธอต้องทำเช่นนั้น ความสุขที่เธอได้รับมาเป็นเพียงความบังเอิญ มิได้เกิดจากการดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ตรงข้ามกับภาพของ มิ่งหล้า ตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างยิ่ง เธอเป็นหญิงสาวที่คิดถึงแต่ตัวเอง มุ่งแต่จะเอาชนะ ไม่รู้จักการเสียสละ และเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา เธอยอมที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงทุกอย่างโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ก้าวเดินในชีวิตของตัวละครแต่ละตัวจะถูกกำหนดด้วยตัวละครผู้เป็นเสมือนผู้เดินหมาก แต่ผู้เดินหมากก็ใช่ว่าจะมีอำนาจควบคุมเกมบนกระดานได้ทั้งหมด ตลอดทั้งเรื่อง ปิยะพร สร้างภาพรางๆ ของมือที่ยากจะมองเห็น ซึ่งกุมชีวิตทุกชีวิตเอาไว้ให้เราได้หยั่งถึงเสมอสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า "ชะตากรรม"
แท้ที่จริง การขึ้นสู่จุดสูงสุดของมิ่งหล้า อาจเป็นเพียงสิ่งที่ชะตากรรมกำหนดขึ้น เพื่อให้เธอเป็นผู้ที่ถูกพ่อและพี่ชายส่งตัวไปถวายให้กับกษัตริย์เมืองมัณฑ์ เมืองที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับสยามในเวลานั้น และต้องพบกับเคราะห์กรรมราวกับตกนรกในที่สุด
เช่นเดียวกับการยืนอยู่ในฐานะรองของแม้นเมือง ก็เพื่อให้เธอถูกส่งไปใช้ชีวิตอยู่กับ เจ้าน้อยศุขวงศ์ หนุ่มนักเรียนนอก ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเธอให้กลายเป็นคนใหม่ที่มองเห็นโลกได้กว้างขึ้นกว่าที่เคยเห็นมาตลอดทั้งชีวิต
และที่สำคัญที่สุด เขาคือคนที่เธอมอบหัวใจให้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
สายลมแห่งชะตากรรมยังไม่หยุดพัดพา ความรักที่เกิดกับ แม้นเมือง ได้นำเราไปสู่ประเด็นความขัดแย้งในระดับสุดท้ายที่ลึกซึ้งและมีความสูงสุดของเรื่อง นั่นคือความขัดแย้งภายในตัวละครเอง
เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้ เจ้าน้อยศุขวงศ์ จะทำให้ แม้นเมือง ประจักษ์ว่านโยบายแข็งกร้าวที่เชียงเงินใช้มาตลอดนั้นจะนำมาซึ่งความพินาศของบ้านเมือง แต่เธอก็ยังยึดมั่นในหน้าที่ของคนที่เกิดมาบนแผ่นดินเชียงเงิน ซึ่งจะต้องทำตามคำสั่งของผู้ที่อยู่เบื้องบนอย่างไม่มีข้อบิดพริ้ว
นอกจากความเชื่อทางการเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว ภายในจิตใจของ แม้นเมือง ยังมีความขัดแย้งที่มากกว่านั้น ถ้าต้องเลือกระหว่างความรักที่เธอมีต่อ เจ้าน้อยศุขวงศ์ กับความรักต่อผืนแผ่นดินถิ่นเกิด เธอจะทำอย่างไร? นี่คือคำถามที่ แม้นเมือง ไม่อยากตอบ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เธอก็ต้องหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้
เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือก ท้ายที่สุด แม้นเมือง ได้ใช้ความกล้าหาญหาทางออกให้กับทุกคนด้วยการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และสง่างามที่สุด เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอจะให้กับคนรัก น้องสาวอันเป็นที่รัก และบ้านเกิดเมืองนอนได้ เป็นตอนจบของเรื่องที่หมดจดงดงาม และน่าประทับใจ
และเมื่อถึงจุดนี้ ผู้ที่ชนะในเกมนี้อย่างแท้จริง กลับเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยขยับหมากบนกระดานเลยแม้แต่ครั้งเดียวอย่าง แม้นเมือง บางทีนี่อาจเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แต่แรกก็ได้
เกมทุกเกมต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ สิ่งที่ ปิยะพร บอกผ่านความคิดของตัวละครอย่าง เจ้าน้อยศุขวงศ์ มาตลอดคือ การต่อสู้ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากเกินไปจนไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นวิถีการต่อสู้ที่ไม่ต่างจากการพาตัวเองมุ่งหน้าเข้าหาพายุร้าย ในขณะที่การต่อสู้ด้วยวิธีที่นุ่มนวล ยอมปรับเปลี่ยนบางอย่าง เพื่อรักษาแผ่นดินและดวงจิตอันแท้จริงของชาติไว้ จะหาให้คนทั้งแผ่นดินผ่านพ้นจากพายุที่โหมกระหน่ำได้
ไม่แต่ในระดับชาติเท่านั้น ในระดับบุคคล การต่อสู้แบบอ่อนนอกแข็งในที่ แม้นเมือง ใช้ ก็เป็นการต่อสู้ที่น่ายกย่องยิ่งกว่าการต่อสู้แบบแข็งนอกอ่อนในที่ มิ่งหล้า ใช้มาโดยตลอดหลายเท่านัก
ถ้าในโลกนี้เต็มไปด้วยเกมการต่อสู้ในหลายระดับชั้นอย่างที่ ปิยะพร ศักดิ์เกษม เสนอไว้ใน "รากนครา" จริงแล้ว สำหรับเกมวรรณกรรมล่ะ เกมนี้ นักสู้ทั้งหลายจะใช้วิธีการเดินหมากแบบไหนกันดี? อ่อนหรือแข็ง ลงรากให้ลึก หรือดันทุรังกันไปอย่างที่เป็นอยู่ ช่วยตอบกันหน่อยเถอะครับ
จรูญพร ปรปักษ์ประลัย
* ต้นฉบับชั้นนี้เขียนขึ้นล่วงหน้าก่อนการประกาศผลซีไรท์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2543
|
|
|