|
| เ รื่ อ ง เ ล่ า จ า ก อ า เ อี ย |
ด |
|
|
|
 |
เล่าเรื่องไปเมืองอังกฤษ

|
|
|
| บ ท สั ม ภ า ษ ณ์ |
 |
|
|
|
|
|
| บ ท ค ว า ม |
 |
|
|
|
|
|
| บ ท วิ จ า ร ณ์ |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
| บ ท วิ จ า ร ณ์ |
 |
|
|
|
ใ ต้ เ ง า ต ะ วั น |
ใต้เงาตะวัน : เหลี่ยมมุมมนุษย์ โดย เทวทัต |
| จาก สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 1 - วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2543 |
ในการคบหารู้จักผู้คนนั้น มีสำนวนจีนอยู่สำนวนหนึ่งที่มาจากวรรณกรรมบู๊ลิ้ม นั่นก็คือสำนวนที่ว่า "คบคนรู้หน้าไม่รู้ใจ" หรือแม้ในสำนวนไทยเองก็มีสุภาษิตเตือนเรื่องการไว้วางใจคนอยู่เช่นกัน คือ "ช้างสารงูเห่า ข้าเก่าเมียรัก" ตลอดจนในวรรณคดีไทยก็มีวรรคทองที่สำคัญให้สติในเรื่องนี้มากมาย อาทิ พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ก็มีกลอนที่ท่องกันได้ขึ้นใจว่า
....แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
แม้แสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
ทั้งนี้คำสอนทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนั้น มิได้มีเจตนาสั่งสอนให้ผู้คนเอาแต่เฝ้าหวาดระแวงแคลงใจหรือจ้องจับผิดกัน หากแต่เป็นการให้ระมัดระวังด้วยความไม่ประมาท เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหาย เสียดาย และเสียใจภายหลัง
นวนิยายเรื่อง ใต้เงาตะวัน ที่เขียนโดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความลึกล้ำเหลือกำหนดของจิตใจมนุษย์ ที่เกิดขึ้นเพราะองค์ประกอบ 3 ประการในตัวมนุษย์ทุกคน นั่นก็คือประการที่หนึ่ง คือ สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริง ประการที่สอง คือ สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งแสดงออกมา-บุคลิกภาพ และประการที่สามสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งถูกมองเห็น เป็นความรับรู้และเข้าใจหรือไม่เข้าใจของคนอื่น ๆ เป็นภาพลักษณ์
โดยที่ทั้ง 3 ประการนั้น อาจไม่สอดคล้องต้องตรงกันเลยก็ได้ กล่าวคือ คนคนหนึ่งมีตัวตนเป็นแบบหนึ่ง แต่กลับแสดงออกอีกแบบหนึ่งที่ไม่ตรงกับที่เขาเป็นจริง ๆ แล้วถูกมองเห็น รับรู้และเข้าใจโดยคนรอบข้างไปอีกแบบหนึ่ง และองค์ประกอบทั้ง 3 ประการนั้นมีความสัมพัทธ์สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น มีอิทธิพลต่อชีวิตหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ตัวละครสำคัญแทบทุกตัวในนวนิยายเรื่องนี้ ล้วนแล้วตกอยู่อยูภายใต้เงื่อนไขของความลงรอยและไม่ลงรอยขององค์ประกอบ 3 ประการนี้ในชีวิตของตนทั้งสิ้น ที่รู้ตัวก็มี ที่ไม่รู้ตัวก็มี ไม่ว่าจะเป็น กรณ์ กานต์ ปารีณา กลิกา วิลาวัณย์ เกรียง หรือแม้กระทั่ง เกียรติ
เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ของกรณ์กับปารีณา ที่เป็นเรื่องของ ภาพลักษณ์ ที่แต่ละคนเห็นของกันและกัน ฝ่ายกรณ์เห็นตัวตนที่แท้จริงของปารีณามากกว่าที่ปารีณาจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของกรณ์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อกันจึงแตกต่างกัน และส่งผลทางใจต่อกันในลักษณะที่แตกต่างกันไปด้วย
กรณ์นั้น อาจกล่าวได้ว่า การแสดงออกหรือ บุคลิกภาพ ของเขาเป็นไปเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกทางใจที่มีต่อทั้งเกียรติผู้พ่อและปารีณาผู้น้อง ซึ่งเป็นที่รักของเขาทั้งคู่ ภาพลักษณ์ ของกรณ์ที่คนอื่นมองเห็นนั้นก็ไม่ได้แตกต่างหรือผิดไปจากบุคลิกภาพที่แสดงออกสักเท่าใด ซึ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงทั้งหมดที่กรณ์เป็น บุคคลที่มองเห็นทะลุถึงรูปทองของพระสังข์ที่ชื่อกรณ์นั้นมีเพียงคนเดียว คือ ฉาย ผู้วายชนม์ด้วยปมปริศนาในตอนต้นเรื่อง
นอกเหนือไปจากองค์ประกอบทั้ง 3 ประการในชีวิตมนุษย์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งอื่นที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคาดหวัง ทั้งความคาดหวังที่ตนเองมีต่อตนเอง และความคาดหวังที่คนอื่นมีต่อตนเอง สิ่งนี้จะไปกำกับองค์ประกอบ 2 ประการ ซึ่งดูเหมือนจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า คือบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ ในขณะที่องค์ประกอบอีกประการนั้น น่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า นั่นก็คือ ตัวตนที่แท้จริง เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวตนที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ มากมาย
ด้วยการยอมรับ ความคาดหวัง ที่มีต่อตนเองทั้งสองแบบของกานต์ การพยายามที่จะรักษา ภาพลักษณ์ อันงดงามสมบูรณ์แบบของตน กานต์จึงเพียรสร้าง บุคลิกภาพบางอย่างโดยที่ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นหาได้เป็นดังนั้นไม่ โศกนาฏกรรมอันไม่น่าจะเกิดจึงเกิดขึ้นเช่นเดียวกับ ปารีณา ที่ถูกหล่อหลอมมาในรูปลักษณ์คล้ายกัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอจึงเป็นการหล่อหลอมและปรับเปลี่ยนให้เกิดความสมดุลกันขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการนั้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องผ่านความเจ็บปวดและสูญเสียแทบจะเกินรับไหว
นวนิยายเรื่อง ใต้เงาตะวัน นี้กำลังชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับชีวิตตนเองว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร และควรให้ความสำคัญในแต่ละองค์ประกอบของชีวิตอย่างไร ควรเป็นตัวของตัวเองจนถึงขั้นไม่ต้องสนใจใคร หรือควรเป็นอย่างที่ใครต่อใครคาดหวังมาดหมายให้ป็นอย่างที่กานต์และปารีณาเป็น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็สุดโต่งทั้งคู่
การเป็นในอย่างแรกคือการเห็นแต่ตัวเองโดยไม่เห็นหัวใคร ในขณะที่การเป็นในอย่างหลังคือการสูญเสียตัวตนไปจนหมด และทั้งสองอย่างก็ไม่นำความสงบสุขในชีวิตมาให้ เพราะอย่างแรกย่อมต้องขัดแย้งมีปัญหากับคนอื่นตลอดเวลา และอย่างหลังย่อมต้องอึดอัดขัดข้องใจและฝืนความรู้สึกตนเองไม่วายเว้นเช่นกัน
ถึงที่สุดแล้ว ทางที่เหมาะที่ควรก็คือ ทางสายกลาง เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่จะต้องอยู่ในความพอดีที่จะไม่เป็นการเบียดเบียนทำร้ายคนอื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว พูดง่ายแต่ทำยาก
นอกจากนี้ในอีกมุมหนึ่ง นวนิยายเรื่องนี้กำลังชี้แนะให้เห็นถึงวิธีการ มองคนอื่นว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ และสิ่งที่ใช่อาจไม่เห็น ก็เป็นได้ รวมไปถึงการสรุปและคาดหวังต่อบุคคลอื่นด้วย ซึ่งทำให้โยงไปได้ถึงเรื่องราวของกระบวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่มีทั้งการสัมพันธ์กับตนเองและสัมพันธ์กับผู้อื่น อันเป็นเรื่องราวที่สลับซับซ้อนยิ่ง
ดังที่การมองของปารีณาได้เห็นกรณ์ในระยะแรก กับการมองและได้เห็นในระยะหลังนั้นแตกต่างกัน จนอาจกล่าวได้ว่า แรกทีเดียวนั้น ปารีณา มองไม่เห็นกรณ์ เพราะมองอย่างฉาบฉวย ต่อเมื่อได้เพ่งพินิจในภายหลังแล้วจึงได้ มองเห็น ในขณะที่ทุกคนที่แวดล้อมกานต์อยู่ก็กลับ มองไม่เห็น กานต์เอาเสียเลย แม้แต่กรณ์ผู้น้องที่แสนจะรักพี่ชายที่ชื่อกานต์คนนี้
ปัญหาเรื่องการ มอง นี้ มิได้เกิดจากปัจจัยเดียว เพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมองหรือวิสัยทัศน์ของผู้ที่เป็นฝ่ายมองกับการแสดงออกของผู้ที่ถูกเฝ้ามองด้วย นอกจากนั้นแล้วยังมีปัจจัยอะไรอื่นอีกตั้งมหาศาลมามีอิทธิพลมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป
มนุษย์เราไม่สามารถรู้จักคนคนหนึ่งได้ในทุกเหลี่ยมทุกมุมของเขา และไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถเปิดกว้างจนแสดงตัวตนของตนเองได้ในทุกเหลี่ยมทุกมุมที่ตัวเองมีอยู่ นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์จะเลือกสรรการแสดงพฤติกรรมในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตลอดเวลา ในลักษณะเฉพาะคน เฉพาะบางเหลี่ยมบางมุม ซึ่งคนที่คบหาด้วยบางคน (ส่วนใหญ่จะน้อยคน) เท่านั้นที่จะได้รู้เหลี่ยมมุม ที่ถึงที่สุดแล้วก็กล่าวได้เพียงแค่ว่าหลากหลายเท่านั้น
ใต้เงาตะวัน เป็นนวนิยายที่อ่านสนุกมาก และมีเหลี่ยมมีมุมให้ค้นหาขบคิดได้ไม่น้อยใน รายละเอียด ด้วยการผูกปมในลักษณะของนวนิยายสืบสวนสอบสวน ที่มีความซับซ้อนผูกร้อยในเรื่องสูงมาก และผู้เขียนก็ใส่ใจในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว กระทั่งชื่อของตัวละครอย่าง ปารีณา และ ปริมา ก็สามารถทำให้เป็นเงื่อนปมได้
หรือแม้แต่กรณีชื่อ กรณ์ และ กานต์ ในภาษาอังกฤษ ที่สุดท้ายก็กลายเป็นเงื่อนปมหลักฐานอันหนึ่งในการชี้ความผิดของผู้ร้าย มิหนำซ้ำยังซ้อนปมปัญหาหัวใจของกรณ์กับปารีณา ปัญหาครอบครัวของกลิกาเข้าไปอีก ยิ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีหลากรสอันล้วนแต่เร้าใจ ชวนให้ติดตามอ่านอย่างวางไม่ลง รวมถึงชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ที่จัดอยู่ในชั้นแพรวพราวอีกด้วย
ตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนมักใช้ความเปรียบที่อ้างอิงถึงดวงตะวัน อันสอดคล้องกับชื่อเรื่อง ซึ่งเป็นผลให้ความเปรียบนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ต้องตีความ และผู้เขียนก็ได้ให้ความหมายไว้อยู่ในเรื่องมากกว่าหนึ่งแห่ง
ในเนื้อหาว่า ดวงตะวันที่ฉายแสงแรงร้อนให้ความสว่างแก่โลกนั้น มิได้สุกสว่างไปทั่วหมดทั้งดวง หากแต่มีเงามืดที่เรียกว่า "จุดดับบนดวงอาทิตย์" อันเป็นผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อยู่ด้วย หากแต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทั้งเนื่องมาจากความสว่างจัดจ้าของแสงตะวันนั้นเองที่เปล่งมาบดบังเงามืดนั้น และทั้งเนื่องมาจากระยะห่างที่ไกลโพ้นจนเกินขีดความสามารถในการมองเห็น
จุดนี้เองที่นำมาเปรียบให้เห็นถึงการมองบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติโดดเด่นอย่างยิ่งสักคน (ยังไม่ตัดสินเรื่องดีงาม) ที่มักจะเป็นการมองในลักษณะที่คุณสมบัติอันโดดเด่นนั้นกลบบังเงามืดของบุคคลคนนั้นไปเสียสิ้น
อีกทั้งหลายกรณียังเป็นการมองจากที่ไกล ๆ ด้วย จนบุคคลคนนั้นแทบจะเลิศลอยเหนือมนุษย์ ทั้งที่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง และสังคมไทยก็กำลังตกอยู่ในภาวะ ใต้เงาตะวัน เช่นนี้ด้วยเช่นกัน
ลองสังเกตปรากฏการณ์ในสังคมดูเอาเถิด ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์เป็นฆราวาส ล้วนตกอยู่ในวังวนนี้ทั้งนั้น ที่เป็นปัญหาคาราคาซังแก้ไม่จบไม่สิ้นก็ค้างอยู่มากมายท่วมท้น และที่จะเป็นปัญหามาใหม่ก็กำลังตามมาเป็นพรวน อันเป็นผลจากการมองอะไรหยาบ ๆ ลวก ๆ และด้านเดียวทั้งนั้น
ที่สำคัญเป็นเรื่องของการหวังพึ่งคนอื่นมากกว่าพี่งตนเองทั้งสิ้นเสียด้วย โดยโยนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนเองต้องมีโดยตรงไปให้คนอื่น อย่างที่กานต์โยนไปให้กรณ์ และคาดหวังเอากับคนอื่นมากกว่าที่จะคาดหวังกับตนเองอย่างที่เกียรติคาดหวังกับกานต์ แถมคนถูกคาดหวังก็บ้าจี้ ปัญญาอ่อนเหมือนกานต์เอาเสียด้วย ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เพียรคิดใหม่ทำใหม่โกหกพกลมไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแล้ว มองไม่เห็น "จุดดับ" กันเสียที ทั้งที่มันตำตาอยู่ทนโท่
ใต้เงาตะวัน สามารถจัดเป็นนวนิยายแนวสร้างสรรค์ก็ได้ จัดให้เป็นนวนิยายแนวพาฝันก็ได้ แต่ถึงจะได้ก็ไม่เต็มที่ จึงน่าจะจัดให้อยู่ในกลุ่มกึ่งพาฝันกึ่งสร้างสรรค์ ที่ปัจจุบันเริ่มมีปริมาณมากขึ้นทุกที โดยจะว่างานในรูปแบบและเนื้อหาแบบนี้หนักก็ว่าไม่ได้ ครั้นจะว่าเบาก็ไม่ได้ จะตัดสินให้เป็นเรื่องไร้สาระก็ไม่ได้ แต่จะบอกว่ามีสาระอันเข้มข้นก็ไม่ได้อีก
องค์ประกอบต่าง ๆ ในเรื่องจะอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง ความหนักหนาสาหัสทางสาระ กับความเบาหวิวปลิวอารมณ์
วรรณกรรมในลักษณะนี้น่าจะมีผลในการพัฒนาและเชื่อมโยงยกระดับการอ่านจากแนวพาฝันฉันรักเธอแต่เธอทรยศฉัน
มาเป็นแนวอื่นที่ให้ข้อคิดและสาระแก่ชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับได้เป็นอย่างดี...
|
|
|