อ่านเรื่องม้าป่าในตอนที่แล้วจบแล้วมาอ่านเรื่องฟุตบอลกันต่อนะคะ
พี่เปียไปแวะเวียนที่หน้าสนามไฮบิวรี่ของ ทีมฟุตบอลอาร์เซนอล ครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
วันที่ไปถึงวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ไม่มีการแข่งขัน แต่มีกิจกรรมของอาร์เซนอล จูเนียร์ คลับ
บรรยากาศที่ได้พบน่าประทับใจมาก
เด็กๆ 5-12 ขวบ พร้อมผู้ปกครองล้วนใส่เสื้อทีม เดินกันขวักไขว่ในละแวกนั้น
สนามไฮบิวรี่เป็นสนามเล็กๆ จุ คนดูได้เพียง สามหมื่นแปดพันคนเท่านั้นเอง
ตั้งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย เรียกว่าเดินจากสนามข้ามถนนก็เปิดประตูเข้าบ้านได้เลย...
แทบทุกบ้านมีธงของทีมประดับที่หน้าต่าง
เราเข้าไป ในร้านของสโมสรที่แออัดไปด้วยเด็กๆ
คุณแม่คนหนึ่งกำลังซื้อเสื้อให้ลูกชาย อายุราว 8 ขวบ
เธอบอกว่า ขอซื้อเดวิด ทีเชิ้ต...เจ้าลูกชายรีบเงยหน้าบอกแม่อย่างฉุนๆ
"His name is Dennis not David!" คุณแม่ก็ได้แต่ "Sorry, Dear"ก่อนหันไปสั่งใหม่
เธอคงไม่รู้ว่าความไม่รู้ของเธอทำให้ลูกชายเสียหน้าเป็นอันมาก
ทุกคนที่อยู่ในร้านนั้น (ความจริงน่าจะในละแวกนั้นทั้งหมด)
รู้ดีว่า ดาราของอาร์เซนอลที่ลูกชายของเธอต้องการเสื้อพิมพ์ภาพของเขานั้นคือ
"เดนนิส เบิร์กแค้มป์" ไม่ใช่ "เดวิด เบ็คแคม"ที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวรายวัน
(และเป็นดาราของทีมคู่แข่ง)อย่างที่เธอเข้าใจ
ภาพที่ได้เห็นในวันนั้นประทับใจจนทำให้พี่เปียซึ่งเคยแค่เป็นแฟนทีมอาร์เซนอล
กลายเป็นแฟนตัวจริง ที่ตั้งใจจะดูบอลในไฮบิวรี่ให้ได้สักนัด
หลังจากนั้นเราแวะเวียนไปที่โฮบิวรี่ ทุกครั้งที่มีธุระต้องเดินทางไปอังกฤษ
แต่ไม่เคยได้ตั๋วเข้าชมเกม มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนมาเสนอขายตั๋วผี ซึ่งเราก็ไม่รับข้อเสนอ
จนกระทั่งปีนี้ ที่โชคดีได้ตั๋วนัด อาร์เซนอล-มิดเดิ้ลโบรซ์
| เราเดินทางไปถึงสนามก่อนเวลาแข่งร่วมสองชั่วโมง
แต่แค่ลงจากรถไฟใต้ดินก็ตื่นเต้น คึกคัก บรรยากาศ "มันส์" สุดจะบรรยายแล้วค่ะ
บางคนแต่งตัวมาจากบ้าน ใส่เสื้อทีม พันผ้าพันคอ ถุงมือ หมวก ขาวแดงครบเครื่อง
บางคนก็มา "แปลงกาย"ที่สถานีรถไฟปลายทางหน้าสนามฟุตบอลนั่นเอง
สนามกับสถานีรถไฟใกล้กันมาก...โผล่ไปเหลียวซ้ายนิด ก็เจอเลย |
 |
ปกติก่อนออกจากสถานีเราต้องเดินเข้าไปในช่องสอดตั๋วเหมือนรถไฟฟ้า BTS นั่นแหละค่ะ
เนื่องจากในเวลาปกติอาร์เซนอลเป็นสถานีเล็กๆ มีทางออกแค่สองช่องเท่านั้น
วันนี้เป็นวันแข่งที่ต้องรับผู้คนนับหมื่นเขาจึงเอาช่องประตูออก
ปล่อยเป็นทางโล่งให้ระบายคนได้มากๆ ...ทุกคนก็เดินชูตั๋วรถไฟผ่านออกไป
คนมาก...ตำรวจก็มาก...เยอะมากกกกจริงๆ ทั้งตำรวจม้า ตำรวจคน
เขารักษาความปลอดภัยได้ดีค่ะ...ไม่มีทางเลยที่ใครจะทำซ่าแล้วเผ่นหนี
เพราะมีตำรวจและม้าอุดอยู่ทุกทางแยก
แถมด้วยพนักงานรักษาความปลอดภัยใส่เสื้อสะท้อนแสงอีกเป็นสิบๆ คน(เท่าที่เห็น)
ไอ้ที่ไปตีๆ กันนั้น ไม่เคยใช่ตีกันในสนามหรือหน้าสนาม
มักเป็นการตีกันก่อนหรือหลังเกม ที่หน้าผับ เสียมากกว่า
ฟุตบอลอันที่จริงเป็นเกมของผู้ใช้แรงงาน พวกผู้ดีเขาเล่นโปโลกัน
เท่าที่ดู...บรรดาแฟนบอลก็ล้วน ชาวบ้านและผู้ใช้แรงงานจริงๆ
อบอุ่น น่ารัก แบบชาวบ้านๆ มากเลยค่ะ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่พาลูกเล็กๆ มาด้วย
ที่นั่งข้างหน้าพี่เป็นปู่พาหลานชายมา...พี่คะยั้นคะยอให้พ่อหนูยืนดูบนเก้าอี้แกก็ไม่ยอม
เอาแต่ส่ายหน้าและอมยิ้มอย่างเดียว
| และแม้ส่วนใหญ่จะดูเป็นผู้ใช้แรงงานแต่เขาก็สุภาพนะคะ
พูดคุยด้วยอย่างไม่ตระหนี่ตัว ขอโทษขอบคุณเสมอเวลาเดินเข้าเดินออก
มีบ้างระหว่างเกม...จะมีเสียงสบถ "F**k off" (คำอื่นก็คงมี แต่ฟังไม่ออก อิ อิ)
แต่ก็คงเป็นธรรมดาของการเชียร์บอล
และทุกคนนั่งที่ค่ะ ไม่มีใครยืนบังใคร ถ้าผุดฮือลุกขึ้นยืนก็คือมีเหตุตื่นเต้นให้ต้องยืนทั้งสนาม
แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันรีบลงนั่งเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป |
 |
เกมวันนั้น อาร์เซนอล แพ้คาสนามของตัวเอง 3-0
เป็นการแพ้ทีมมิดเดิ้ลโบรซ์ในสนามไฮบิวรี่ครั้งแรกในรอบ 62 ปี
และเป็นการแพ้ในสนามของตัวเอง ครั้งแรกในรอบ 14 เดือน...
"เป็นอาถรรพ์ที่ใครบางคนเข้าไปเชียร์หรือเปล่าน้าาาา @^_^@"
ครึ่งแรกกองเชียร์ก็ยังคึกคักกันอยู่ ร้องเพลง ตบมือ ให้กำลังใจทีม
พอครึ่งหลังชักเงียบ แต่ก็ไม่มีเสียงโห่หรือด่าทีมเลยนะคะ
มีหนุ่มน้อยคนหนึ่ง(น่ามอบโล่ให้จริงๆ) อายุราว 6-7 ขวบ
เป็นคนเดียวที่ส่งเสียงเชียร์อย่างไม่ย่อท้อ...เดี๋ยวๆ ก็มีเสียงเล็กๆ ใสๆ ตะโกน
คัมมอน โทนี่, โก โก เธียรี่, วิ เอ......ร่า! ร้องอยู่คนเดียวจริงๆ จนจบเกม
พี่เป็น The Kop แต่วันนั้นก็เสียใจกับ แฟนอาร์เซนอลมาก
และขอยืนยัน โรแบร์ ปิแรส เบอร์ 7 ของอาร์เซนอล ถ่ายรูปไม่ขึ้นเลยค่ะ
ตัวจริง หล่อออออออออ มากกกกกกกกก...สูง ยิ้มสวย คิ้วเข้ม ตาคมกริบ...
เล่าแค่นี้ดีกว่า พี่เปียค้อนแล้วง่ะ
ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องละครนะคะ |