ผลงาน >> สายรุ้งสลาย Go to :
ส า ย รุ้ ง ส ล า ย
เรื่องสั้นเรื่องแรกของปิยะพร ศักดิ์เกษม (ที่ในขณะนั้นใช้นามปากกาเพียง "ปิยะพร")
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ปีที่ 26 ฉบับที่ 1336 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2523

ส า ย รุ้ ง ส ล า ย

บานประตูกว้างใหญ่รูปโค้งนั้นสูงลิบลิ่ว  ด้านบนเป็นปูนปั้นรูปเทวดาองค์น้อยเกาะเกี่ยวอยู่กับกลุ่มเมฆทาสีขาวบริสุทธิ์...ถูกปั้นขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจง...ความสูงและกว้างของประตูนั้นข่มร่างสูงระหงของหญิงสาวที่ยืนนิ่งสงบอยู่ให้แลดูบอบบางลงไปอีก  ดวงตาของเทวรูปองค์น้อยนั้นดูจะมองต่ำลงมาด้วยความปรานีเช่นเดียวกับรูปปั้นสีขาวของ "พระแม่มารีอา"...พระมารดาผู้บริสุทธิ์  ซึ่งอยู่อีกสุดของโบสถ์อันกว้างใหญ่นั้นก็ดูเหมือนจะมองตรงมาเช่นกัน
เวณิกก้าวเข้าไปภายในอย่างช้า ๆ  เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนเป็นมันปลาบดังเพียงแผ่ว ๆ เป็นจังหวะ  หล่อนหยุดยืนเพื่อทำเครื่องหมายสำคัญมหากางเขนแล้วเดินไปนั่งแถวหลังสุดของม้ายาวอันตั้งอยู่รายเรียงนั้น...และสวดภาวนาอยู่เงียบ ๆ
น้ำตาหยดหนึ่งปริ่มขอบตาเมื่อบทเพลงอันเคยคุ้นเมื่อครั้งกระโน้นบทหนึ่งผ่านแวบเข้ามาสู่ความทรงจำ
" ณ  โบสถ์อันเงียบเหงาและกว้างใหญ่
ฉันนั่งสวดภาวนาอยู่เพียงเดียวดาย
...ถึงเธอผู้อยู่ห่างไกล
ยังเหลือฉันเพียงลำพังที่จะอยู่สู้โลกนี้ต่อไป
ณ  โบสถ์อันเงียบเหงาและกว้างใหญ่นี้
ฉันยังได้ยินเสียงรำพันของเธอ
...ว่า...ฉันรักเธอ
...และความรักของเราจะยังคงอยู่ตลอดไปไม่มีวันดับสูญ..."
หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง  เงยหน้าขึ้นเพ่งสมาธิไปยังกางเขตอันใหญ่เหนือแท่นประกอบพิธีมิซซา  จากสายตาที่พร่าเลือนเพราะหยาดน้ำนั้นเวณิกยังคงเห็นกางเขนอันนั้นได้อย่างชัดเจนมันคงเป็นความเคยชินมาเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก...เวณิกเติบโตขึ้นมาในคอนแวนต์แห่งนี้...ในฐานะราวกับเด็กกำพร้าในความอุปการะของแม่อธิการทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้วมารดาของเวณิกนั้นเป็นผู้หญิงแนวหน้าคนหนึ่งของสังคมกรุงเทพมหานคร
ในโบสถ์นั้นเงียบสงบ  ปราศจากเสียงรบกวนจากภายนอก...แทบไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าพ้นแนวพู่ระหงรอบโบสถ์นี้ออกไป   จะเป็นโรงเรียนคอนแวนต์ที่มีชื่อเสียงโรงเรียนหนึ่งของกรุงเทพ...โรงเรียนซึ่งเป็นที่สถิตของชีวิต ความรัก และความหวังของหล่อน
เวณิกถูกพาเข้าโรงเรียนนี้ตั้งแต่อายุเพียง  4  ขวบ  เป็นนักเรียนประจำและได้อยู่ในความดูแลของแม่อธิการเป็นพิเศษ  เพราะคำพูดเพียงสั้น ๆ ของแม่ที่ว่า  "ดิฉันไม่มีเวลาดูแลแก...สามีใหม่ของดิฉันไม่ชอบเด็กผู้หญิง"   แม้ว่าอายุของหล่อนจะยังเพียงน้อยนิด  เวณิกจำได้ดีว่า  อ้อมแขนอันอบอุ่นของแม่อธิการโอบหล่อนไว้แนบแน่น  ดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นฉายแววปรานี...เวณิก "ติด" แม่อธิการตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาและ "แม่" ในความรู้สึกของหล่อนก็คือ "แม่อธิการ" เท่านั้น   แม้เมื่อเติบโตขึ้นเวณิกจึงไม่นึกตำหนิตัวเองเลยแม้แต่น้อย  ที่หล่อนห่างเหินครอบครัว...และมึนชาต่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาบังเกิดเกล้า...
สถานที่แห่งนี้เวณิกคุ้นเคยมาแต่เยาว์วัยและเคยปลงใจจะฝังชีวิตส่วนที่เหลือไว้ที่นี่...กับเด็กและงานที่หล่อนรัก...ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้น  เวณิกขณะนี้ก็คงมีสภาพไม่ผิดกับซิสเตอร์เทเรซาผู้ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับหล่อน  แต่ขณะนี้หัวใจของเวณิกมันตื่นเตลิดเกินกว่าที่จะสงบลงได้ด้วยน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าเสียแล้ว...ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเป็นเวลานับปีและสิ้นสุดลงเป็นเวลานับเดือน...

๑   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

"เวณิก...โทรศัพท์จ้ะ...ที่ห้องแม่อธิการ..."
"ขอบคุณค่ะ  ซิสเตอร์"
เวณิกเงยหน้าขึ้นหัวเราะกับซิสเตอร์เทเรซาอย่างร่าเริงขณะที่ปิดฝาครอบคีย์ปิอาโนลง
"กำลังจะเลิกซ้อมพอดี...ใครคะ..."
"คงจะเป็นคุณแม่..."
มือขาวเรียวของเวณิกชะงักทันที  กริยาที่รวบรวมโน๊ตเพลงเก็บเข้าที่เนือยลงอย่างเห็นได้ชัด
"เช้า ๆ ถ้าซิสเตอร์ว่าง  มาดูเด็กซ้อมเพลงคริสมาสบ้างซิคะ...ตอนนี้กำลังซ้อม "ซานตาคลอส อิส คัมมิ่ง ทูทาวน์ อยู่"
"เพลงโปรดของเธอตั้งแต่เด็กแล้วนี่..."
ซิสเตอร์เทเรซายิ้มอย่างเอ็นดู
"ปีนี้ให้เด็กซ้อมเอาไว้ตั้งสิบสองเพลงแน่ะค่ะ...ไม่รู้ว่าเขาจะมีเวลาให้เราพอหรือเปล่า"
เวณิกคอยพลางจัดแบ่งกองโน้ตไว้เป็นพวก ๆ อย่างเป็นระเบียบ  โดยหมดความสนใจเรื่องโทรศัพท์ที่ห้องแม่อธิการ โดยสิ้นเชิง  ซิสเตอร์เทเรซามองกริยานั้นอย่างอึดอัดใจนิด ๆ
"คุณแม่ท่าจะรอนานแล้วนะเวณิก  อาจมีธุระด่วนก็ได้"
"ค่ะ...."
เวณิกรับคำพลางยักไหล่  ก้าวออกพ้นห้องซ้อมดนตรีไปโดยเร็ว
เมื่อพ้นสายตา เวณิกก็กลับทอดน่องดังเดิมเป็นระยะทางไม่ไกลนักจากห้องซ้อมดนตรีถึงห้องทำงานของแม่อธิการ  แต่เวณิกปรารถนาจะให้มันทอดยาวออกไปไม่มีสิ้นสุด....เหมือนกับความห่างเหินระหว่างแม่ลูกที่มีต่อกันในขณะนี้
ทางเดินนั้นร่มรื่นนัก   ดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงขาวคละกับดอกสีน้ำตาลแห้ง เกราะของช่อม่วงที่ทิ้งตัวหมุนคว้างลงมาตามแรงลมหล่นเกลื่อนกระจายอยู่บนทางเดินอันปูด้วยอิฐสีแดงคล้ำนั้น  ....ครั้งหนึ่งเมื่อเวณิกยังอยู่ในคอนแวนต์นี้ในฐานะนักเรียน  หล่อนเคยเดินเก็บดอกแห้งของช่อม่วงขึ้นไปบนตึกนอนแล้วโปรยมันลงเต็มไปทั้งเตียง...
เวณิกถอนหายใจขณะที่เคาะประตูห้องทำงานของแม่อธิการเบา ๆ   ดอกแห้งสีน้ำตาลของช่อม่วงแหลกยับอยู่ในมือ...ความจริง...แม้ว่าจะถ่วงเวลาหลีกเลี่ยงสักเท่าไรก็ไม่มีทางหนีพ้น
เวณิกผลักบานประตูเข้าไปเงียบ ๆ ออกแปลกใจเล็กน้อยที่แม่อธิการไม่ได้อยู่ตามลำพังอย่างที่คาดไว้ กลับมีแขกเป็นชายหนุ่มร่างโปร่ง ตาสีเข้มและผมสีน้ำตาลประหลาดนั่งอยู่ด้วย  แต่ขณะนี้เวณิกไม่สนใจอะไรนึกด้วยความรู้สึกมึนชาที่แล่นเข้ามาอย่างจู่โจมทันทีที่เห็นโทรศัพท์เครื่องเล็กวางพักอยู่
"คุณแม่รอนานแล้วนะจ๊ะ  เวณิก"
"ค่ะ..." หล่อนรับคำพลางเลี่ยงมาที่โทรศัพท์เงียบ ๆ
"คุณแม่หรือคะ..."
"อ้า....ไม่ค่ะคุณณิก....นี่แจ่ม"
เป็นเสียงลนลานตอบมาจากปลายสายทางด้านโน้น  ความเจ้าอารมณ์ไม่ยอมใครของเวณิกเป็นที่รู้จักกันดีที่ ‘บ้าน’  เป็นความรู้สึกแบบเด็ก ๆ หรือเปล่าไม่ทราบเวณิกเคยนึกสงสัยตัวเอง  ความที่ถูกทอดทิ้งและอยู่อาศัยเหมือนส่วนเกินของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก...ทำให้เวณิกเมื่อเติบโตขึ้นเป็นตัวของตัวเอง...แผลงฤทธิ์...ชนิดที่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กไม่กล้าและไม่มีแม้แต่โอกาสจะทำ
"คุณผู้หญิงรอนานแล้วค่ะ...เลยออกไปห้องโน้น  ให้แจ่มอยู่พูดกับคุณ"
...เจ็บ...เวณิกกัดริมฝีปาก...ตลอดชีวิต ‘แม่’ ไม่เคยเสียเวลาเพื่อรอหล่อนได้แม้แต่ครั้งเดียว  ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า  เวณิกจำทุกครั้งที่ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับหล่อน...เจ็บแกมสะใจตัวเองอย่างบอกไม่ถูก  นี่หล่อนมีแม่ชนิดไหนกัน...
"มีเรื่องอะไรหรือแจ่ม"
"คุณนุชจะแต่งงานค่ะ...อ้อ...คุณมาพอดี...คุณณิกพูดกับคุณเถอะนะคะ..."
เสียงโทรศัพท์เงียบหายไปเพียงอึดใจเดียว  ก็มีเสียงคุณนันทากรอกลงมาว่า
"ณิกหรือแม่รอเสียเป็นนาน...มีธุระจะพูดด้วย"
"ค่ะณิกทราบ...แม่โทรมาก็คือเมื่อมีธุระ"
"ยังไม่ทันไรเปิดศักราชยั่วโทโสแม่อีกแล้วนะณิก"
เสียงคุณนันทาปรามลงมาแต่ยังไม่มีลักษณะหุนหันเหมือนที่เคยเป็น
"เอาละพูดเสียสั้น ๆ เลยก็ได้  จะได้ไม่กวนใจแกนาน...ยายนุชเขาจะหมั้นอีกสองอาทิตย์นี่แหละ ก็งานเงียบ ๆ ไม่มีใคร...ตอนบ่ายเขาจะเลี้ยงน้ำชาเพื่อนฝูง  เขากลัวว่างานจะเงียบเกินไปอยากจะขอร้องให้ณิกมาเล่นเปียนโนให้...ช่วงบ่ายเท่านั้นแหละณิก..."
"ไม่ว่างค่ะ"  เวณิกตอบสั้น ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด "จะลงใต้ไปเยี่ยมอาวรรณ  ณิกบอกน้อง ๆ ไว้แล้ว"
"ณิกนะ...ทำไมแกใจดำอย่างนี้...ดูเถอะน้องอุตส่าห์ขอร้องมา"
เสียงที่ตอบมาเริ่มตวัดสูงด้วยความโมโห
"ณิกน่ะเหรอคะใจดำ...บอกแล้วไงคะว่าไม่ว่าง...เมื่อไม่ว่างก็ไม่ว่างเขาจะมาขอร้องเองหรือเอาบารมีแม่มาอ้าง  ณิกก็ยังไม่ว่างอยู่นั่นแหละค่ะ"
"เอาเถอะณิก...เมื่อแกไม่มาฉันก็จะไม่งอนง้ออะไรแกทั้งนั้น  เลือดชาวสวนมะพร้าวของแกมันแรง  งานน้องแท้ ๆ แกไม่สนใจ  ดันไปสนใจไอ้สัญญิง สัญญากับพวกน้องนอกไส้"
คุณนันทาตวาดเสียงเกรี้ยวมาตามสายกก่อนที่จะกระแทกหูโทรศัพท์ดังโครม
เวณิกยืนนิ่ง  มือกำหูโทรศัพท์แน่น  นัยตาพร่าพรายด้วยหยาดน้ำ  แต่เมินเสียเถอะที่จะปล่อยให้มันหยาดลงมา  หล่อนรู้สภาพของตัวเองโดยถ่องแท้  เมื่อแม่เลิกกับพ่อและก้าวไปแต่งงานกับพ่อเลี้ยงเจ้ายศคนนี้  ผู้ซึ่ง...ไม่ชอบเด็กผู้หญิง...จนกระทั่งแม่ต้องเอาหล่อนมาฝากไว้กับแม่อธิการ  แต่เมื่อนุชเกิดเขากลับดีอกดีใจ...อะไรหนอทำให้แม่มองข้ามเหตุการณ์นี้ไปได้ง่าย ๆ ...เงินหรือตระกูลยิ่งยศของเขา
พ่อพยายามทุกวิถีทางที่จะได้หล่อนไว้ในปกครอง...แต่พ่ออายุสั้นเกินไป  ย่าและอาก็สู้เงินและอิทธิพลของแม่ไม่ได้...
...นุชจะแต่งงาน....เด็กคนนั้นอ่อนกว่าเวณิกถึงสี่ปี  ตอนนี้จะบรรลุนิติภาวะหรือยังก็ไม่รู้  เวณิกนึกในใจอย่างหยัน ๆ ...จบเลขานุการจากอังกฤษ ทำตัวเป็นสาวสังคม ก็คงจะแต่งงานกับลูกเศรษฐีในแวดวงเดียวกันนั่นแหละ  ต่างชั้นต่างระดับจะมาปะปนกันได้อย่างไร  ดูพ่อกับแม่ของหล่อนนะซิ...และขณะนี้ก็ทิ้งให้เวณิกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม่เคยจัดงานวันเกิดให้นุช...เวณิกยังจำได้ดีถึงแม้ว่าตอนนั้นอายุจะยังเพียงน้อยนิด  เวณิกก็ยังพอจะจำสายตาแปลก ๆ ของเพื่อนและญาติฝ่ายพ่อเลี้ยงที่มองมา  ผลสุดท้ายแม่เองก็คงทนสายตานั้นไม่ได้ต้องต้อนหล่อนเข้าห้องนอนก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ในขณะที่นุชกำลังเล่นเปียนโนโชว์  วันรุ่งขึ้นเมื่อกลับเข้าโรงเรียนหล่อนก็โหมซ้อมเปียนโนอย่างหนักตลอดมา  จนกระทั่งวันนี้นุชจะให้หล่อนไปเล่นดนตรีในงานหมั้นเพื่อจะประดับบารมีของนุชน่ะหรือ...อย่าหวังเลย!
เวณิกวางหูโทรศัพท์เข้าที่พลางหันกลับมาช้า  ๆ  พยายามเต็มที่ที่จะซ่อนสีหน้าและแววตาที่เจ็บปวดและขมขื่นของตนไว้ให้พ้นจากสายตาอันแหลมคมของแม่อธิการอย่างสุดความสามารถ
"มีอะไรหรือจ๊ะ   เวณิก"
แววอบอุ่นคละเมตตาในดวงตาคู่นั้นทำให้เวณิกรู้ได้ทันทีว่า  หล่อนไม่สามารถซ่อนอะไรในใจไว้จากการรับรู้ของแม่อธิการได้เลย...และจากประกายแบบนั้นเองที่ทำให้เวณิกเดินไปทรุดตัวลงนั่งพับเพียบแทบเท้าแม่อธิการเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก  หล่อนจับข้อเท้าบอบบางของท่านไว้และบีบเบา ๆ
"ณิกรักแม่อธิการค่ะ..."
อธิการฟรันซิสพยักหน้าช้า ๆ  เพียงประโยคสั้น ๆ ของเวณิกก็สามารถทำให้ท่านเข้าใจอะไรต่ออะไรได้ทะลุปุโปร่ง  และมองเข้าไปได้ลึกทุกซอกทุกมุมในความรู้สึกของหญิงสาวผู้นี้ได้ดี  ท่านรู้อยู่แก่ใจว่ารอยร้าวแห่งความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกของเวณิกและคุณนันทานั้นแตกยับจนเกินกว่าจะแก้ไขได้เสียแล้ว
"นี่ฟิลิป...หลานของแม่เองจ้ะ   มาเมืองไทยหลายครั้งแล้วแต่เพิ่งจะมาเยี่ยมแม่ได้เอาคราวนี้เอง..."
แม่อธิการพูดเหมือนตัดพ้อกลาย ๆ  ชายหนุ่มยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะกล่าวแก้ตัวว่า
"ธุระกิจของผมยุ่งเหลือเกินครับ  เพิ่งจะมีโอกาสเอาครั้งนี้"
"คุณแม่เธอคงสบายดีนะ"
"ครับ"
"อย่าทอดทิ้งท่านนักนะฟิลิป   ฉันได้ข่าวว่าเธอเดินทางอยู่ตลอดเวลาพักหลังนี้...แทบไม่มีเวลาได้อยู่บ้าน"
ดวงตาสีเข้มเกือบดำของชายหนุ่มสลดลงวูบหนึ่ง
"เป็นความจำเป็นครับ... แต่ผมไม่ทิ้งท่านแน่  เรามีกันเพียงสองคนในโลก..."
คำพูดของเขาสะดุดใจเวณิกทันที   หล่อนรู้สึกปลาบในใจ...เรามีกันเพียงสองคนในโลก...แต่สำหรับเวณิก ‘สองคนในโลก’ ของแม่และหล่อนคือไม้เบื่อไม้เมากับความเหินห่างกันอย่างแท้จริง  ก็เมื่อแม่ทิ้งให้หล่อนอยู่คนเดียวในคอนแวนต์...ครั้นปิดเทอมก็ให้คนรถมารับกลับบ้านพอเป็นพิธี...รับกลับเพื่อไปพบกับความเหินห่างมึนชาของแม่ที่วุ่นอยู่กับงานสังคม   และพบกับสายตากระอักกระอ่วนของนุชกับพ่อเลี้ยง  ซึ่งมองหล่อนเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของครอบครัวตลอดเวลา
สีหน้าของหล่อนคงซ่อนความรู้สึกไม่มิดอีกเช่นเคย   เมื่อแม่อธิการเชยคางหล่อนขึ้นแล้วออกคำสั่งว่า
"อย่าทำหน้าอย่างนั้นซิจ๊ะ   คนสวยของแม่...ไปจัดน้ำชามาเลี้ยงหลานชายแม่หน่อยเป็นไง..."
"อย่าให้คุณต้องลำบากเลยครับ"
เขาหันมาพูดกับเวณิกตรง ๆ ด้วยภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก  สำเนียงเขาไพเราะถูกต้องตามแบบฉบับทุกอย่าง  แต่ที่ทำให้เวณิกต้องตาโตด้วยความตกใจก็คือ  แม่อธิการพูดกับหล่อนเป็นภาษาไทยแล้วเขาเข้าใจได้อย่างไร
ดูเขาจะเข้าใจกริยาของเวณิกได้เป็นอย่างดี   ดวงตาสีเข้มคมจัดนั้นจึงระยับไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเวณิกถอยออกจากห้องไปหลังจากพูดเรียบ ๆ ว่า
"ไม่ลำบากหรอกค่ะ"

๒   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

ไฟหน้าเวทีกลับสว่างจ้าขึ้นมาใหม่เมื่อการแสดงจบชุดลง  เสียงปรบมือกราวใหญ่
"เด็กกลุ่มนี่น่ารักจังนะเวณิก"    สุมนครูสอนภาษาไทยเอียงหน้าเข้ามากระซิบ
"ยิ่งยายอันนาคนที่เล่นเป็นรีเบคก้าน่ะ  แต่งตัวแล้วสวยเฉียบขาดดีจริง ๆ...เวลาเห็นแกในห้องเรียนก็ได้แต่นึกว่ายายคนนี้ขาวแต่ตาคมดีเท่านั้นเองไม่นึกว่าแกเป็นคนสวย เสย อะไร..."
"ฮื่อ..."
เวณิกรับคำแล้วกลับเงียบ  หล่อนเห็นที่นั่งข้างหลังแม่อธิการว่างเปล่าก็ออกแปลกใจขึ้นมาหน่อย ๆ ก็เมื่อหัวค่ำหล่อนเห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้นนี่นา
"โอ้โฮ...ฟังยายขนิษฐาที่ลงโคลงภาษาอังกฤษซิเวณิกสำเนียงชัดแจ๋วเลย  ซิสเตอร์เทเรซายืดทะคราวนี้   เห็นฝึกกันมานาน"
เวณิกอดหัวเราะในความช่างพูดของเพื่อนไม่ได้
"โธ่     สุมนนี่ช่างไปว่าแก..."
"ก็จริงนี่นา"   สุมนมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเวณิกอย่างชื่นชมผมดำยาวของเวณิกถูกรวบไว้ตึงกึ่งกลางศีรษะอย่างง่าย ๆ  เปิดให้เห็นหน้าผากโค้งมนและลูกผมอ่อนสลวยน่าดู
"เวลาเห็นเด็กเข้าห้องซาวน์แลปกับแกทีไรสงสารทุกที  ออกเสียงงี้ไม่ให้กระดิกสักตัว..."
"แต่เป็นผลดีกับเด็กเองเห็นไหม...ตอนเด็กฉันเรียนกับแม่อธิการเลยละ  เบื่อน่าดูเหมือนกัน...แต่ไม่กล้าทำฤทธิ์"
เวณิกยิ้มเมื่อนึกถึงตนเองสมัยเป็นเด็ก...แม่อธิการคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของหล่อน  แม้จะเบื่อหน่ายสักเท่าไร  หล่อนก็ไม่กล้าทิ้งเพราะเกรงว่าจะทำความผิดหวังให้แก่ผู้ที่หล่อนรัก
"รายการของเธอจะเริ่มแล้วหรือยัง"
"จวนแล้วละ...เดี๋ยวรอให้ยายขนิษฐาเข้าโรงไปเสียก่อน..."
"เธอไม่เข้าไปดูข้างในเสียหน่อยหรือเวณิก..."
"เด็กพวกนั้นไว้ใจได้จ้ะสุมน...ฉันสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว  ซ่อมก็ตั้งหลายหน...อีกอย่างฉันอยากให้เด็กลองรับผิดชอบงานด้วยตัวเองดูบ้าง
"งั้นนั่งคนเดียวนะเวณิก...จะเข้าไปดูเด็กแต่งตัวเสียหน่อย..."
"ตามสบายเถอะจ้ะ..."
เวณิกพยักหน้าแล้วมองตามสุมนที่ลัดเลาะห่างออกไปอย่างขัน ๆ
ไฟตามหลืบเวทีค่อยมืดลงอีกครั้ง  กลุ่มนักร้องประสานเสียงเริ่มออกมายืนตรงมุมล่างของเวทีอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  สีขาวกับน้ำเงินของเครื่องแบบนักเรียนดูภูมิฐานสะอาดสะอ้านตัดกับความเหลืองจัดจ้าของม่านหน้าเวทีอย่างน่าดู   เด็ก ๆ เริ่มแบ่งออกเป็นสามแถวตามระดับเสียงที่เวณิกแบ่งเอาไว้แล้ว  สปอร์ตไลท์เพียงดวงเดียวสาดจับแกรนด์เปียนโนที่ตั้งอยู่หน้าเวที  ผู้ที่เล่นเปียนโนในเครื่องแบบสีน้ำเงินขาวเรียบร้อยออกมาทำความเคารพประธานของงาน ใบหน้าอ่อนเยาว์ของแกแช่มชื่น
นัยน์ตาของเวณิกวาวรื้นด้วยหยาดน้ำตา...เด็กคนนั้นคงจะมีพ่อ แม่ มานั่งชื่นชมกับความสามารถของลูกอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งในหอประชุมนี้...ไม่เหมือนเวณิก...ซึ่งครั้งหนึ่งหล่อนเคยก้าวออกไปทำหน้าที่นั้นนับครั้งไม่ถ้วน   แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่จะมีสายตาของใครเฝ้ามองดูหล่อนอย่างชื่นชมจนกระทั่งจบรายการ....แม่....เคยมาเพียงสองสามครั้ง  แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะอยู่แสดงความยินดีกับความสำเร็จของหล่อน  ความสุขและความภาคภูมิใจเมื่อได้ยินเสียงปรบมือชมเชยจากผู้ฟังจึงเป็นเพียงความสุขแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทุกครั้ง
เก้าอี้ข้างหล่อนมีคนมานั่งแทนที่ครูสุมนที่ลุกไป  แต่เวณิกยังจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนคร้านที่จะหันไปมอง
เสียงเปียนโนดังขึ้นอย่างอ่อนหวาน   แล้วกลับกระหึ่มก้องวังเวงด้วยเสียงเพลง Silent  Night สปอร์ตไลต์ดวงใหญ่ฉายจับบนเวทีซึ่งจัดไว้เป็นภาพนิ่ง เด็กที่ถูกจับแต่งตัวเป็นพระแม่มารีอาดวงหน้าสวยบริสุทธิ์นั่งสงบอยู่หน้ากองฟางซึ่งจัดสมมุติให้เป็นที่ประสูติของพระเยซูคริสตเจ้า  เด็กอีกสองสามคนแต่งตัวเป็นคนเลี้ยงแกะโพสท์ท่าแน่วนิ่งจนเวณิกนึกชมในใจเพราะยังจำความเป็นปูในกระด้งเมื่อตอนซ้อมของแกได้ดี
เมื่อ Silent  Night   จบลง   We Three King of Orient are, Away in a Manger     และเพลงอื่น ๆ ก็ตามมาเรื่อย ๆ ไฟดวงใหญ่ฉายจับจ้าไปตามที่ต่าง ๆ ของเวทีซึ่งจัดเป็นภาพนิ่งไว้สอดคล้องกับเนื้อเพลงและแสดงชีวประวัติสั้น ๆ ของพระเยซูคริสตเจ้า...การแสดงชุดนี้สะกดทั้งหอประชุมให้เงียบสงบ...มีแต่เพียงเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มก้องอย่างศักดิ์สิทธิ์
สุดท้ายก็จบลงด้วยเพลง  Jinger Bell  สปอร์ตไลท์จับแน่วอยู่กลางเวที....เด็กสองคนในชุดกันหนาวโค้ทและถุงมือครบเครื่องนั่งนิ่งยิ้มแย้มอยู่ในรถเลื่อนคันเล็ก  รายรอบด้วยริบบิ้นและกระดิ่งล้อมเป็นสาย  เวณิกอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นหยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่ที่หลายจมูกของแก  คงจะเป็นเพราะทั้งความร้อนและความตื่นเต้นปนกัน  โฟมสีขาวโปรยปรายลงมาเป็นสายจากเบื้องบนปลิวคว้างก่อนถึงพื้นด้วยแรงลมจากพัดลมตัวใหญ่  ทำให้คล้ายกับละอองหิมะ...เสียงเพลงจบลงพร้อม ๆ กับเสียงปรบมือดังสนั่น  เวณิกถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกและชื่นชมระคนกัน
"เป็นการแสดงที่สวยงามและน่าทึ่งเหลือเกิน"
เสียงพึมพำเป็นภาษาฝรั่งเศสดังขึ้นใกล้ตัว  แล้วคนพูดก็หันมายิ้มเห็นฟันเป็นระเบียบสวยน่าดู
"ขอโทษครับ....ลืมไป  คุณแม่อธิการบอกว่าคุณไม่ถนัดภาษาฝรั่งเศสนัก..."
เขาเปลี่ยนลิ้นเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไพเราะดังเดิม
รอยยิ้มนั้นส่งให้ใบหน้าเข้มคนดูอ่อนเยาว์ราวกับหนุ่มน้อย...เวณิกอดยิ้มตอบไม่ได้
"แล้วท่านบอกอะไรคุณอีกคะ..."
"ท่านบอกว่า  ในกรุงเทพไม่มีใครเดี่ยวเปียนโนได้หวานเท่าคุณ..."
"ท่านยกย่องดิฉันเกินไปแล้วละค่ะ"
"แต่ผมเชื่อ..."
ดวงตาสีเข้มคมจัดของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเวณิก   หล่อนเบือนหลบแต่ไม่ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าในดวงตาสีเข้มซึ่งมองเผิน ๆ จะเป็นสีดำนั้น  มีเงาสีน้ำเงินล้ำลึกปนอยู่ด้วย
"ผมเป็นหลานแท้ ๆ ของแม่อธิการ  แต่ก็ห่างเหินศาสนาเต็มที...เสร็จรายการนี้แล้วจะมีมิซซาเที่ยงคืนหรือเปล่าครับ"
"มีมิซซาค่ะ"  เวณิกพยักหน้ารับ "แต่เราไม่ได้ทำตอนเที่ยงคืน  เกรงว่าจะดึกเกินไป  พอจบการแสดงของนักเรียนก็เริ่มเลย  ถ้าคุณอยู่จนจบมิซซาก็จะไปเซอเรอเนทกับเราก็ได้นะคะ..."
"เซอเรอเนท"  ชายหนุ่มเลิกคิ้ว  "ผมรู้มาว่าที่เป็นเมืองพุทธแล้วคุณจะไปเซอเรอเนทที่ไหนกัน..."
"ตามบ้านครูในโรงเรียนและผู้ปกครองเด็กซิคะ"
เวณิกยิ้มสดใส
"คุณยังไม่รู้จักคนไทยดีพอ  ใจกว้างและยอมรับกันและกันเสมอ..."
เขาพยักหน้ารับเนือย ๆ ดวงตามองเวณิกอย่างครุ่นคิด
"ผมคงจะไม่รู้จักคนไทยดีพออย่างที่คุณว่า...แต่ก็ต้องคุยอวดเสียหน่อยว่าผมฟังภาษาไทยเข้าใจถึง 80 เปอร์เซนต์เชียวนะถึงแม้ว่าจะพูดไม่ได้เลย"
"ได้ยินว่าคุณมาเมืองไทยบ่อย..."
"ครับ...เกี่ยวกับธุระกิจ"
เวณิกนึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่พูดคุยกับเขาราวกับเป็นคนรู้จักกันมานานปี  ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้ว บาดแผลทางความรู้สึกในวัยเด็กสอนให้หล่อนไม่มีความเป็นกันเองให้ใคร...บางครั้งกลายเป็นคนสร้างกำแพงขึ้นป้องกันตัวเองจากสังคม...จนกระทั่งเพื่อนผู้ชายหลายคนที่มีทีท่าจะติดหน้าตามหลังหล่อนเมื่อครั้งที่ยังเรียนคอรส์ดนตรีและศิลปะที่ปีนังต้องบอกศาลา...ลาทัพไปตาม ๆ กัน
แต่สำหรับผู้ชายคนนี้...เวณิกมองเพียงแค่ปลายจมูกโด่งแหลมและริมฝีปากบางหยักมุมลึกของเขา...ทำไมหล่อนจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นกันเองกับเขามากกว่าคนอื่น...อาจเป็นสัณชาตญาณบางอย่างที่แล่นถึงกัน และความเป็น ‘หลานแม่อธิการ’ ของเขา
เด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งในชุดสีฟ้าล้วน ๆ เดินออกมาเข้าแถวเรียงกลางเวที...ร้องเพลงประสานเสียงและอ่านคำอวยพร
"เด็กพวกนี้เป็นเจ้าหน้าที่หรือครับ   ผมเห็นแกจัดดูแลความเรียบร้อยโต๊ะอาหารตั้งแต่เย็นแล้ว..."
"เด็กกำพร้าค่ะ"   เวณิกตอบดวงตาเป็นประกายแจ่มของหล่อนหม่นแสงลง
"อยู่ได้ด้วยเงินบางส่วนของแม่อธิการ...และบางส่วนจากสมาคมค่ะ...สมาคมครูและผู้ปกครอง..."
เขาพยักหน้ารับดวงตาคมจัดคู่นั้นมองดูหล่อนอย่างเห็นใจ
"เด็กพวกนี้มีปัญหาเสมอค่ะ...คนที่อยู่กับแกต้องเข้าใจและให้อภัยแกได้เสมอ   พื้นฐานของแกโยกคลอนกว่าเด็กธรรมดา  จะให้แกดีเท่าเขาหรือดีกว่ามันเป็นไปได้ยากค่ะ  มีหลายคนตัดสินใจบวชเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียน  แต่ก็มีบางคนที่สมัครออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก...แม่อธิการให้อิสระเสมอทั้งที่รู้ว่าแกจะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ยากเต็มที...แกมีบาดแผลค่ะไม่เหมือนเด็กอื่น ๆ   ดิฉันเข้าใจ...เพราะดิฉันเองมีสภาพที่ไม่แตกต่างอะไรกับแกนัก...."
ดวงตาของเวณิกเป็นประกายวับเพราะเอ่อท้นด้วยหยาดน้ำใส
"ดิฉันอยากให้คุณรู้..."
เวณิกส่ายหน้าพลางยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
"ไม่รู้ทำไมเหมือนกันค่ะ   อาจเป็นเพราะดิฉันมีเพื่อนไม่มากนักและเพื่อนบางคนก็ไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้...."
"แต่ผมเข้าใจ....เวณิก ผมรู้ว่าเราต้องเข้าใจกันได้ดีแน่...."
เขายิ้มกว้างพลางดึงมือเวณิกไปบีบเบา ๆ ด้วยท่วงท่าที่เป็นมิตร
"ผมชื่อฟิลิป...คุณแม่ผมเป็นชาวฝรั่งเศสเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของแม่อธิการของคุณ  คุณพ่อผมเป็นฟิลิปปินส์เสียชีวิตตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก   ผมจบปริญญาตรีวิชาการโฆษณาจากมนิลา...และเป็นไงครับการประชาสัมพันธ์ตัวเองของผม..."
เวณิกอดหัวเราะไม่ได้ขณะที่ดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา
การแสดงจบลงผู้คนเริ่มทยอยกันลุกขึ้นออกจากหอประชุม    เวณิกสูงเพียงแค่เลยไหล่เขามาเล็กน้อย  เขาก้มลงบอกกับเวณิกว่า
"ถูกไหมครับผมต้องเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองให้คุณรู้จัก  เพราะผมเป็นฝ่ายรู้จักคุณอยู่ฝ่ายเดียว...จากแม่อธิการ"
เวณิกเบิกตาโตแล้วร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง
"แต่ไม่ใช่แม่อธิการเล่าเองหรอกนะ...ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายถาม..."
อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้เวณิกจนต่อถ้อยคำ
"น่าเสียดายจริง ๆ...ผมอยากเข้ามิซซาและไปเซอเรอเนทกับเด็ก ๆ ของคุณ  แต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะยังต้องเดินทางอีกหลายแห่ง"
เขาหันกลับมาดวงตาสีเข้มคมจัดของเขาเป็นประกายวับในความมืดสลัว
"เราคงไม่ได้พบกันอีกนาน  แต่เราจะได้พบกันแน่...ผมจะส่งข่าวถึงคุณ..."
เพียงแค่นั้นเขาก็หันหลังกลับเดินลับหายไปและเวณิกก็ได้แต่มองตามจนลับสายตา..."

๓   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

แม่ครัวร่างท้วมใหญ่ประคองถาดไก่อบสีเหลืองอร่ามเข้ามาตั้งไว้ที่โต๊ะยาวกลางห้อง  แกหันมายิ้มกับเวณิกซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับกล่องของขวัญกองโตอย่างอารมณ์ดีก่อนจะถอยออกจากห้องไปเงียบ ๆ
เสียงเพลงสวดกับเสียงออร์แกนดังแผ่ว ๆ มาจากทางโบสถ์   เวณิกบอกกับตัวเองว่าปีนี้ขอตกนรกสักปี  หล่อนไม่อาจทิ้งของขวัญกองนี้ไปร่วมพิธีมิซซาได้...ไม่อาจทนเห็นสีหน้าซึ่งแสดงความผิดหวังของเด็ก ๆ เมื่อแกออกจากโบสถ์มาแล้วพบว่าของขวัญวันคริสตมาสของแกยังไม่เรียบร้อย
กิ่งฮอลลี่สีเขียวเข้มประดับด้วยลูกสีแดงสดและโบว์สีทองแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า  ต้นคริสตมาสประดับไฟสวยงาม  ตกแต่งตามกิ่งก้านด้วยลูกบอลสีเงินสีทอง  และสายรุ้งสีต่าง ๆ ตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง...คริสตมาสอีกแล้วซินะ...ดูราวกับว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวานแท้ ๆ ...คริสตมาสปีที่หล่อนได้พบกับเขา  คำมั่นสัญญาว่า  เราจะได้พบกันอีกครั้งหนึ่งนั้นดูรางเลือนเต็มที   เวณิกให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมความรู้สึกผิดหวังและอ้างว้างจึงเกิดขึ้นในวันที่ควรจะแช่มชื่นสนุกสนานอย่างนี้
เขาเงียบหายไปราวกับเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นถ้าไม่ใช่จดหมายหลายต่อหลายฉบับและตุ๊กตาประจำชาติต่าง ๆ อีกมากมายที่หล่อนได้รับในช่วงปีที่ผ่านมา  เวณิกคงปักใจว่า...หล่อนฝันไปแท้ ๆ...
แต่เขาก็ช่างลึกลับเหลือเกิน  จดหมายทุกฉบับมีแต่เพียงวันที่ไม่มีที่อยู่  หล่อนทราบได้จากตราไปรษณียากรที่ประทับอยู่หน้าซองเท่านั้นว่า....มันมาจากทั้ง อินโดนีเซีย  ญี่ปุ่น  เยอรมัน  ฮาวายและอีกหลายต่อหลายประเทศ  วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเวณิกได้รับตุ๊กตาแหม่มตัวโต  ผมสีทองและตาสีฟ้าใสแจ๋ว  แต่งชุดพื้นเมืองของฮอลแลนด์แต่แทนที่ในตะกร้าหวายสานอันเล็กซึ่งคล้องแขนตุ๊กตาอยู่นั้นจะเป็นดอกทิวลิปเหมือนที่เคยเห็น...กลับเป็นดอกกุหลาบสีแดงดอกจิ๋ว ๆ น่าเอ็นดู...และท้ายสุดมันก็มาสิ้นสุดลงที่จดหมายสองฉบับสุดท้ายเมื่อเดือนก่อน  ฉบับหนึ่งมาจากเมืองลูซอนประเทศฟิลิปปินส์และอีกฉบับมาจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
....ที่นี่สวยมากจริง ๆ เวณิก   มีหุบเขาสูงและหญ้าเขียวชอุ่มตลอดปี   มีธารน้ำใสไหลผ่านกลางหุบเขาเวลาว่างงานผมไปตกปลาเสมอและคิดถึงคุณ  ก่อนจะมาที่นี่ผมแวะมนิลา   ไปหาแม่และเล่าเรื่องคุณให้ท่านฟัง    ท่านว่าไงรู้ไหม...ท่านบอกว่าหลงรักคุณตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นตัวจริงเสียแล้ว....
.....ผมยังไม่ได้พบญาติพี่น้องของแม่เลยและยังไม่คิดที่จะไปหาเพราะเบื่อปารีสเต็มทน  แม่ปรารถนาที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของท่านในฝรั่งเศส  ท่านคงไม่ว่าอะไรที่ผมจะเลือกมาอยู่เมืองเล็ก ๆ เงียบ ๆ แทนที่จะเลือกอยู่เมืองใหญ่ ๆ อย่างที่ท่านเคยอยู่มาแต่เกิด...เวณิก...คุณล่ะ...ชอบอยู่เมืองเล็ก ๆ หรือเปล่า....
หล่อนหอบของขวัญกองโตนั้นไปประดับตกแต่งที่ต้นคริสตมาส  จัดวางจนได้มุมแล้วออกมายืนเอียงคอมองอย่างพอใจ  ความสุขที่จะได้เห็นสีหน้าแจ่มใสเป็นสุขของเด็ก ๆ ทำให้เวณิกลืมนึกถึงตัวเองชั่วขณะ
ห้องอาหารถูกหล่อนรื้อออกจัดใหม่หมด  ดอกทิวลิปสีแดงเข้มถูกจัดวางตรงโน้นตรงนี้อย่างมีศิลป์แซมด้วยสีเขียว ๆ ของใบปริกและดอกหญ้าเล็ก ๆ สีขาว  ทิวลิปพวกนี้ถูกส่งมาโดยศิษย์เก่าคนหนึ่งของแม่อธิการซึ่งขณะนี้ใช้ชีวิตอยู่กับสามีในต่างประเทศ  มันถูกนำเข้าตู้เย็นในทันทีที่มาถึงจึงยังสดกลีบและก้านแข็งอิ่มตึงน่าดู
ม่านหน้าต่างถูกเวณิกบงการให้เปลี่ยนใหม่หมด รูปภาพเล็ก ๆ ประดับฝาผนังก็เช่นกัน...ส่วนมากเป็นงานฝีมือของนักเรียน  กิ่งฮอลลี่สีเขียว แดง และทองเข้ากับสีนวลของฝาผนังเหนือประตูทางเข้าอย่างน่าดู   และที่ใต้กิ่งฮอลลี่นั้น...เหมือนฝัน....เวณิกกระพริบตาถี่ ๆ ...ร่างสูงตรงของใครคนหนึ่งยืนมองหล่อนแน่วนิ่ว  ดวงตาเป็นประกายคมปลาบและรอยยิ้มที่สว่างจ้านั้นทำให้เวณิกงุนงงไปชั่วอึดใจ
พริบตาเดียวเท่านั้นมือของเวณิกก็ถูกรวบเข้าไปอยู่ในมือของเขาทั้งสองมือ
"เมอรี่คริสตมาส...เวณิก   นี่คุณจะไม่พูดกับผมสักคำหรือไง..."
เวณิกกระพริบตาถี่...และนึกสงสัยตัวเองว่าทำไมต้อง....น้อยใจ
"เครื่องบินเพิ่งลงเดี๋ยวนี้เอง  คุณเป็นคนแรกที่ผมนึกถึง"
"หายน้อยใจหรือยังจ๊ะ..."  น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนนัก   และดวงหน้าที่ก้มมองลงมาก็มีแววยิ้มเยือนอย่างอารมณ์ดี
"ผมไม่มีวันปล่อยให้มิตรภาพระหว่างเราต้องจบลงแค่คริสตมาสปีที่แล้วหรอก..."
"แต่คุณไม่บอกแม้แต่ที่อยู่...ที่จะติดต่อได้...."
เวณิกพึมพำออกมาได้เป็นครั้งแรก
"ผมอยู่ไม่เป็นที่...."
เขาบอกและไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ อีก
"เวณิก...วันนี้ผมมีเวลาน้อยเต็มที   ผมมาเพื่อจะบอกเมอรี่คริสตมาสและมอบสิ่งนี้ให้คุณ..."
สิ่งเย็น ๆ เลื่อนปราดขึ้นมาบนนิ้วนางข้างซ้ายของหล่อน  แล้วกลับอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจเมื่อเขายกมือข้างนั้นขึ้นจรดริมฝีปาก...กระซิบสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า
"วันอาทิตย์นี้พบกัน..."
และเขาเดินหายออกไปเหมือนฝัน....เวณิกไม่มีเวลาแม้แต่จะบอกเขาว่า   หล่อนจะลงใต้เหมือนที่เคยไปมาทุกปีพรุ่งนี้แล้ว
เวณิกยกมือข้างนั้นขึ้นดู...บุษราคัมรูปหัวใจ  อัญมณีประจำราศีเกิดของหล่อนทอประกายระยับยิบ...

๔   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

เช้าตรู่วันอาทิตย์....เวณิกเดินเอื่อย ๆ   ฟังเสียงคลื่นและลมทะเลบางครั้งก็เตะทรายฟุ้งกระจายไป....อากาศริมทะเลไม่หนาวจนเกินไปแต่มีความชื้นมาก   หล่อนรักที่นี่...มีความผูกพันกับอาและน้อง ๆ จนต้องมาเป็นประจำทุกปีและกลายเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้
เมื่อมาอยู่ที่นี่หล่อนมักจะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับน้อง ๆ  บางครั้งก็ตื่นแต่เช้าตรู่ออกมาเดินเล่นคนเดียวเงียบ ๆ อย่างวันนี้...บางครั้งหอบเพลทมานั่งเขียนรูปอยู่ริมทะเล   บางครั้งก็แต่งเพลงไปตามแรงอารมณ์...หล่อนชอบมานั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นจากน้ำอย่างวันนี้   มันเป็นดวงกลมสีแดงจัดจ้าราวกับเลือดบางครั้งก็ดูกระเพื่อมไหวเหมือนเยลลี่ก้อนใหญ่ที่ยังไม่แข็งตัวดีนัก แสงสีแดงอมส้มสาดจับปุยเมฆบางเบา  กับท้องฟ้าใสเกิดเป็นเงาเลื่อมพรายน่าดู   เวณิกเหลียวมองรอบตัวแล้วก็นึกอยากมีเพลทกับพู่กันอยู่ในมือสักอัน  และสีน้ำอีกสองสามหลอด...หล่อนนึกถึงเทคนิคการระบายสีน้ำแบบหนึ่งที่เรียกกับว่าเว็ทออนเว็ท  ซึ่งจะใช้ระบายท้องฟ้าในยามนี้ได้งดงามที่สุด
ผู้หญิงชาวบ้านแก่ ๆ คนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่บนทรายตรงส่วนที่เป็นรอยต่อระหว่างฝั่งกับพื้นน้ำ....ทรายบริเวณนั้นยังเป็นรอยชื้น ๆ อยู่   แกใช้ไม้แผ่นแบน ๆ กวาดพื้นทรายตรงหน้าไปทางซ้ายที ขวาที กวาดทรายออกลึกพอประมาณไม่มากและไม่น้อยเกินไป   เปลือกหอยสีต่าง ๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นตามรอยทรายที่แกกวาด....บางอันก็เป็นเปลือกหอยสีขาวเป็นเงาวับ  บางอันก็เป็นสีม่วงอ่อน  บางอันก็มีลาย ๆ จุดสีน้ำตาลอ่อนน่าดู  เปลือกหอยพวกนั้นถูกเก็บใส่ถุงอย่างรวดเร็วแล้วตัวคนเก็บก็กวาดซ้าย...ขวา...คืบหน้าไปเรื่อย ๆ
เวณิกรู้ดีว่าเปลือกหอยพวกนั้นถูกเก็บเอาไปล้างสะอาดขัดสีฉวีวรรณจนเป็นเงาวับ   แล้วชั่งขายเป็นกิโลด้วยราคาถูกแสนถูก   เมื่อเทียบกับระยะทางที่เป็นรอยคิดเคี้ยวมาจากสุดหายทรายทางด้านโน้น... และเมื่อเทียบกับราคาเมื่อถูกนำออกมาขายให้นักท่องเที่ยวถึงแม้ว่ามันจะถูกดัดแปลงออกมาในรูปของตุ๊กตาหรือของที่ระลึกอื่น ๆ แล้วก็ตาม
เวณิกเดินตามรอยทรายนั้นไปเอื่อย ๆ พลางใช้ไม้ขีดเขียนเล่นไปตามพื้นทราย
"พี่ณิกฮะ...มีคนมาหา..."
เสียงร้องตะโกนเรียกของน้องชายดังมาจากทิวมะพร้าวทางด้านโน้น  เวณิกหันกลับไปหยุดยืนรอเพียงครู่เดียวร่างท้วมป้อมของเด็กชายสองคนก็วิ่งหัวคะมำเข้ามาหา
"ใครมาหาพี่จ๊ะ..."
เวณิกจับตัวน้องชายคนเล็กซึ่งกำลังหอบตัวโยนเพราะความเหนื่อยเอาไว้
"ใครก็ไม่รู้ฮะ...แม่ให้พวกเรามาตาม   หน้ายังกับฝรั่งแน่ะ   แล้วเขาก็พูดภาษาอังกฤษด้วยฮะ"
เวณิกยืดตัวขึ้นพลางขว้างไม้อันยาวนั้นทิ้งไปอย่างขัดใจเต็มที...ดูเอาเถอะ...นี่เขาจะทำตัวลึกลับไปถึงไหนกัน    เขาตามหล่อนมาถูกและมาถึงที่นี่เอาเมื่อเช้าตรู่ซึ่งก็หมายความว่าถ้าเขาไม่เดินทางออกจากกรุงเทพตั้งแต่เที่ยงคืน  ก็ต้องมาค้างอยู่ในเมืองตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว
หล่อนเดินตามมือน้องชายสองคนซึ่งช่วยกันฉุดช่วยกันจูงเป็นพัลวัน...หัวสมองหมุนจี๋ ๆ ด้วยความคิดสับสน
เขายืนพึงรถจี๊ปคันเล็ก   รูปร่างประหลาด   ทาสีเหลืองจัดจ้าและอาวรรณก็ออกมายืนคุยกับเขาอย่างอารมณ์ดี
เขาหันมาโบกมือให้เวณิกและยิ้มสว่างจ้าเหมือนที่เคย
"คุณตามมาถูกได้ไงคะ..."
"มาถึงก็ถาม...ไม่ดีใจหรือที่ผมมา"
เขาล้อ
"ขออนุญาตยืมหลานสาวไปเป็นคนนำเที่ยวสักวันนะฮะ"
"ตามสบายเถอะจ้ะ"
อาวรรณพยักหน้าแล้วดึงมือลูกชายสองคนกลับเข้าบ้านไป
"พาผมเที่ยวหน่อยซิเวณิก...อุตส่าห์ตามมาจนถึงบ้าน"
น้ำเสียงเขางอนง้อ
"คุณยังไม่หายโกรธผมแน่ ๆ ...ขึ้นรถเถอะ     เดี๋ยวจะพาขึ้นไปบนเขาทางด้านโน้นมีศาลาเล็ก ๆ มองลงมาเห็นวิวทั้งเมืองเลยละ"
เวณิกก้าวขึ้นรถแต่โดยดี
"ใครกันแน่ที่เป็นคนพาเที่ยว...คุณรู้จักเมืองนี้ดีกว่าฉันอีก"
เสียงเขาหัวเราะเรื่อย ๆ ขณะที่พารถวนตามใหล่เขาอย่างชำนาญทาง
ศาลาหลังนั้นเล็กนิดเดียวสร้างยื่นออกมาจากชะง่อนผาเมื่อมองลงไปข้างล่างจะสูงลิบลิ่ว  เห็นวิวไปทั่วเมืองจริงอย่างเขาว่า   อีกด้านหนึ่งเป็นทะเลสีฟ้าครามมีหมู่บ้านชาวประมงหลังเล็กเท่าบ้านตุ๊กตา
เวณิกหันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา   ผิวหน้าเนียนละเอียดเพราะอิทธิพลที่ครึ่งหนึ่งเป็นคนเอเซีย  จมูกเป็นสันตรง  คิ้วเข้มเฉียงยาวได้รูป  กับผมสีน้ำตาลประหลาดหยักเป็นคลื่นปลิวกระจายตามแรงลม
"คุณมาถึงเมื่อไหร่คะ"
"ผมมารอคุณอยู่สามวันแล้ว...วันนี้เป็นวันที่สี่"
"รู้ได้ยังไงคะว่าฉันต้องมาที่นี่"
"ก็นัดกันไว้แล้วไง....ว่าพบกันวันอาทิตย์"
"คุณนัดฉันข้างเดียวต่างหาก"
เวณิกรุกเร้า
"ก็แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันจะมาที่นี่   ทำไมไม่คิดว่าฉันจะรออยู่ที่โรงเรียนกับแม่อธิการ"
"เพราะผมรู้จักคุณดีน่ะซิ   ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงคุณได้หรอกคุณตั้งใจไว้ว่าคุณจะมาคุณก็ต้องมา   ส่วนเรื่องที่นี่ผมอาจจะถามแม่อธิการหรือใคร ๆ ก็ได้จริงไหม"
ดูเขาอารมณ์ดีเต็มที่ที่ได้เห็นความว้าวุ่นใจของหล่อน
"ฟิลิป...คุณเป็นใครคะ"
"คุณเคยฟังเพลง ๆ นึงไม๊    เป็นภาษาฝรั่งเศส  มันมีเนื้อร้องว่าอย่างนี้  ถ้าคุณออกมากับผมตอนค่ำ ๆ ....จะร้องให้ฟัง...
....ฉันเดินทางหลายพันไมล์
เพื่อค้นหาเธอผู้จะเป็นดวงใจ
อย่าถามเลยนะว่าฉันคือใคร
เพียงจำไว้ว่าฉันรักเธอเท่านั้นเป็นพอ....
... คุณกำลังบอกรักฉันหรือคะ....
....จะให้ฉันทำยังไง    ฉันยังไม่รู้จักคุณแม้สักนิด....
....คืนนี้ออกมาด้วยกันแล้วคุณจะรู้จักผมเท่า ๆ กับที่ผมรู้จักตัวเอง....
....เราไปขับรถเล่นกันทางโน้นก่อนเถอะ....อ้อ ๆ ...คุณว่ายน้ำแข็งหรือเปล่านะ...
....ดีเลย....งั้นคืนนี้อย่าให้ต้องรอเก้อล่ะ...

๕   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

เรือยนต์ลำเล็กเปรียวสีขาวจอดแอบอยู่ซีกหนึ่งของสะพานปลา   ด้วยสายตาที่เริ่มคุ้นชินกับความมืด  เวณิกจึงมองเห็นรายละเอียดของมันได้ถนัด   ดู ๆ แล้วมันมีสภาพไม่ผิดกับเรือเร็วที่ใช้ลากสกีให้นักท่องเที่ยว  แต่ความช่างสังเกตอันเป็นนิสัยประจำตัวทำให้เวณิกเห็นเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านท้ายของเรือมีขนาดใหญ่ผิดธรรมดา
หล่อนสะดุ้งเมื่อร่างร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเงียบ ๆ ทางด้านหลัง   ถ้าไม่หันไปเห็นรอยยิ้มที่คุ้นตากับฟันเรียบเป็นเงานั้น....เวณิกคงร้องเอะอะออกมาแล้วแน่ ๆ
เอวเล็ก ๆ บาง ๆ ของหล่อนถูกรวบไว้ในมือใหญ่แข็งแรงคู่นั้น   แล้วเท้าก็ลอยขึ้นจากพื้นไม้ผุ ๆ ของตัวสะพานลงไปอยู่ในลำเรือ....เอาอีกแล้วหล่อนรู้สึกว่าเรือลำนี้ลึกกว่าเรือเร็วลำอื่น ๆ ที่เคยนั่งมา....พร้อม ๆ กับความรู้สึกที่ว่าปลายจมูกแหลม ๆ นั้นซุกลงแถว ๆ ซอกคอหล่อน
เวณิกเอนหลบร้องอื้อ   แล้วหันไปกระซิบดุว่า
"คุณคุ้นเคยกับสาวฝรั่งเศสมากไปแล้วละค่ะ..."
เสียงเขาหัวเราะหึ ๆ ขณะที่บอกว่า
"คุณหวงผมเข้าให้แล้วละเวณิก"
และหล่อนก็ถูกเขาแอบจูบผมเข้าให้อีกจนได้
ใต้ท้องเรือที่เวณิกรู้สึกว่าลึกกว่าปกตินั้นมีอะไรบางอย่างเป็นหีบ ๆ วางเรียงอยู่คลุมด้วยผ้าใบสีดำ
"นี่อะไรคะ..."
"ของที่จะต้องเอาไปส่งให้เขาตามสัญญา....เอ้าคลุมผ้านี่เสียแล้วใส่หมวก  พยายามอย่าให้ใครเห็นหน้าคุณนะ"
ด้วยสัณชาตญาณเวณิกเริ่มเข้าใจอะไรต่ออะไรราง ๆ
หล่อนปิดปากเงียบไม่ถามอะไรอีกขณะที่เรือลำเล็กแล่นออกทะเลลึกลงไปเป็นลำดับ  หัวใจเริ่มเต้นถี่รัวด้วยความกลัวและหวาดวิตก   ทะเลตอนกลางคืนดูน่ากลัวและลึกลับอย่างบอกไม่ถูก  มันดำสนิทเหมือนผ้าผืนใหญ่....เรียบสนิทชวนให้สงสัยว่าซ่อนอะไรไว้ภายใต้ความนิ่งสงบนั้นบ้าง
ครู่ใหญ่ ๆ ต่อมาเวณิกเห็นสัญญาณประหลาดเป็นไฟกระพริบ ๆ อยู่ ๆ ไกลออกไป  แล้วคนที่นั่งใกล้ ๆ หล่อนก็คว้าเอาไฟฉายออกมากระพริบตอบ
เมื่อเรือแล่นเข้าไปใกล้อีกหน่อยเวณิกจึงได้เห็นว่าตรงที่มีแสงไฟกระพริบ ๆ นั้นเป็นเรืออีกลำหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าเมื่อเรือเทียบเข้าใกล้กันเขาก็ปีนขึ้นไปบนเรือลำใหญ่แล้วเจรจากันด้วยภาษาที่หล่อนไม่เข้าใจ
เขาจับมือกัน   เพียงครู่หนึ่งต่อมาหีบใหญ่ ๆ ที่บรรทุกอยู่ท้ายเรือของหล่อนถูกลำเลียงขึ้นเรือใหญ่หมด....เวณิกหายใจไม่ทั่วท้องจนกระทั่งเขาปีนกลับลงมานั่งเคียงข้างหล่อนแล้วติดเครื่องเรืออีกครั้ง
เมื่อเรือแล่นออกมาพอประมาณ   เวณิกจึงได้ยินเสียงเขาถอนหายใจยาวออกมาทีหนึ่ง  อ้อ  ตื่นเต้นเหมือนกัน   นึกว่าเรากลัวอยู่คนเดียว  หล่อนนึกในใจอย่างขวาง ๆ
"โชคดีจริง   ที่เรียบร้อย...นึกว่าต้องให้คุณว่ายน้ำกลับเสียแล้ว..."
เสียงเขากลั้วหัวเราะในตอนท้าย ๆ ...คนอะไรมีอารมณ์ขันอยู่ได้ตลอดเวลา...
"คุณเป็นไงบ้างเวณิก..."
มือเย็นเฉียบของหล่อนถูกบีบเบา ๆ
"สนุกค่ะ..."
เวณิกตอบแต่เสียงยังไม่หายสั่น
"นี่แหละที่ผมจะบอกคุณและเป็นสิ่งที่ผมได้ปกปิดคุณไว้แต่ต้น..."
น้ำเสียงเขาขรึมและดวงตาที่มองมาก็มีแววหม่นเศร้าลง
"คุณทำอะไรคะ..."
"ทำงานให้คน ๆ หนึ่ง  ซึ่งมีบุญคุณต่อผมและแม่อย่างล้นเหลือ...เขาเป็นลุงผมเอง  คุณคงยังไม่ทราบว่าเมื่อหมดคุณพ่อแม่มีที่พึ่งอยู่คือคนคนนี้เท่านั้น   ตอนนั้นผมยังเล็กมาก...ดังนั้นชีวิตของผมทั้งชีวิตจึงเท่ากับเป็นของเขาทั้งหมด..."
"แต่งานที่ทำนี่ไม่เกี่ยวกับการเมืองของประเทศคุณหรอก   และไม่ใช่ยาเสพติด...มันบาปเกินไป...."
เขาพูดต่อเหมือนรู้ใจ
"...งานนี้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย   เมื่อผมเลิกทำก็หมายความว่าผมอยู่ฟิลิปปินส์ต่อไม่ได้...ผมจึงต้องพาแม่กลับฝรั่งเศส  ผมทำงานให้เขามามากพอแล้ว  และรู้เรื่องของเขามากเกินกว่าที่เขาจะปล่อยให้ผมอยู่ฟิลิปปินส์ต่อไป..."
"เวณิก...."
หล่อนหันไปสบตาเขาด้วยน้ำตาที่พร่างพรายเต็มตา
"นี่แหละที่ผมอยากจะบอกให้คุณรู้ถึงแม้ว่าจะเป็นงานครั้งสุดท้าย  ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมได้ ‘เคย’ ทำอะไรมาบ้าง  เพราะเมื่อเราอยู่ด้วยกัน....จะได้ไม่มีปัญหาและความลับต่อกัน..."
เสียงถอนหายใจยืดยาวในความเงียบ
"เอาเถอะ...ผมจะไม่เร่งรัดคำตอบจากคุณ   ผมจะกลับฝรั่งเศสจัดการอะไร ๆ ให้เรียบร้อยแล้วจึงจะมาฟังคำตอบอีกครั้ง..."
"ผมมั่นใจอยู่เสมอว่าผมทำผิดกฎหมายของสังคมก็จริง  แต่ไม่ได้ผิดศีลธรรมใด ๆ เลย  ผมเห็นอกเห็นใจทุกคน...ไม่เคยเบียดเบียนใคร   และเสียใจเสมอเมื่อชีวิตใดชีวิตหนึ่งต้องสูญเสียไปอย่างไร้ค่า....เป็นเรื่องที่ต้องทำเพราะความกตัญญูแท้ ๆ....ที่นี้คงไม่สงสัยแล้วนะว่าผมรู้อะไรต่ออะไรได้ยังไง   อาชีพของผมสอนให้ผมต้องกว้างขวางและ ‘สืบ’ อยู่เสมอ"
เขากำมือเวณิกไว้
"ผมรักคุณด้วยหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งจะมีให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งได้...อยากให้คุณมีความสุขและอบอุ่นอยู่ในครอบครัวของผมและแม่..."
เขาเงียบไปครู่ใหญ่แล้วกลับแค่นหัวเราะขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
"ก็น่าขำอยู่ที่หลานชายคนเดียวของแม่อธิการฟรานซิส...ทำงานผิดกฎหมาย..."
เพียงเท่านั้นน้ำตาเวณิกก็ไหลพราก   หล่อนหันไปกอดแขนเขาไว้แน่นแล้วซุกหน้าลงกับช่วงไหล่กว้างและอบอุ่นนั้น...

๖   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

...ผมพาแม่มาถึงฝรั่งเศสแล้ว   คิดถึงคุณมากจริง ๆ   ผมกับแม่ช่วยกันจัดบ้านอยู่ทั้งวันทั้งคืนอยากให้คุณมาช่วยเพราะคนมีอารมณ์ละเมียดละไมอย่างคุณคงทำงานแบบนี้ได้ดีกว่าผมแน่ ๆ....
...ต้องปรับตัวเรื่องอากาศนิดหน่อย   แต่แม่สดชื่นมากที่ได้กลับมาอยู่บ้านเก่า   ผมไม่คุ้นกับอากาศที่นี่นักเพราะมาอยู่แต่ละครั้งก็ไม่นาน...พูดฝรั่งเศสได้คล่องก็เพราะพูดกับแม่อยู่ทุกวันเท่านั้นเอง...
...หน้าบ้าน   เรา  มีเถาองุ่นเป็นซุ้มอยู่หน้าบ้านด้วยนะ   คุณคงชอบแน่ ๆ เวณิก   ผมฝันถึงวันที่เราจะมานั่งอยู่ด้วยกันใต้ซุ้มองุ่นนี้   คุณคงเขียนภาพสวย ๆ ได้อีกเยอะทีเดียว...ตอนนี้ผมกำลังสนุกกับงานใหม่มากก็งานบริษัทโฆษณาที่เล่าให้ฟังไงล่ะ....
...โรงเรียนดนตรีที่นี่เขารับคุณแล้ว    คุณจะได้ทำงานที่คุณรักคือการสอนดนตรี...สอนเปียนโนให้เด็ก ๆ ผมอยากให้คุณเรียนศิลปะเพิ่มเติม สนใจไหม  ผมจะไปติดต่อโรงเรียนสอนศิลปะใกล้ ๆ นี่ให้   แล้วจะพาคุณไปอิตาลีไปดู ‘ไฮอาร์ต’ ที่คุณอยากดูไงล่ะ...
และฉบับสุดท้ายที่หล่อนได้รับเป็นจดหมายลายมือเล็กเรียบอย่างลายมือผู้หญิง  จดหมายที่ทำให้ความฝันถึงความสุขของเวณิกละลายหายไปเหมือนสายรุ้งสลายยามโดนแสงแดดจ้า...
....แม่ไม่ทราบว่าฟิลิปเขาไปทำอะไรที่ไหนมาจึงต้องประสบกับเรื่องร้ายแรงเช่นนี้  ได้ทราบจากตำรวจว่าคนที่ทำร้ายเขาเป็นชายชาวตะวันออกสองคน   และป่านนี้ยังจับตัวไม่ได้เข้าใจว่าคงหลบออกนอกประเทศไปแล้ว...แต่ก่อนที่เขาอยู่ไม่ค่อยติดบ้านบอกแต่ว่าไปทำงาน  แม่ก็ไม่เคยซักไซ้เพราะเห็นว่าเขาเป็นลูกผู้ชายซึ่งโตพอรับผิดชอบตัวเองได้
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขาอยู่ติดบ้านและดูมีความสุขขึ้นซึ่งแม่ก็ดีใจ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าความสุขของเราจะมีในระยะเวลาอันสั้น  เขาพูดถึงหนูตลอดเวลา....แม่อยากให้หนูอย่าเลิกล้มการเดินทางมาฝรั่งเศสเสีย...
อย่างน้อยก็มาดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างและเตรียมไว้เพื่อหนู....และเพื่อที่เราซึ่งรักเขาเท่า ๆ กันจะได้รู้จักกันจริง ๆ เสียที   อย่างไรก็ดีการมาอยู่หรือไม่อยู่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหนูคนเดียว   ตอนนี้แม่มีเพียงหนูเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องระลึกถึงฟิลิป....

๗   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

เวณิกก้าวช้า ๆ ออกมาจากโบสถ์อันกว้างใหญ่นั้น....อย่างคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะละทิ้งทุกสิ่งที่เคยคุ้นมาตั้งแต่เยาว์วัยไว้เบื้องหลัง
แม่อธิการและซิสเตอร์เทเรซายืนนิ่งสงบอยู่ใต้ต้นแคฝรั่ง   ดวงตาสีเข้มของท่านจับจ้องมาด้วยความปราณีไม่มีเสื่อมคลาย
"แม่คิดว่าเวณิกของแม่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว..."
"ค่ะ....คุณแม่อธิการ   ณิกไม่มีใครทางนี้คุณแม่ก็ทราบ....ณิกอยากไปใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ให้ณิก   คุณแม่ของเขาก็ไม่มีใครเหมือนกัน...."
"แม่ดีใจและเบาใจที่คนที่เธอจะไปอยู่ด้วยคือพี่สาวของแม่เอง..."
"ฉันเข้าใจเธอดีเวณิก....แต่ก็อดใจหายไม่ได้..."
ซิสเตอร์เทเรซามองหน้าเวณิกแน่วนิ่ง   แสงแดดส่องผ่านใบแคฝรั่งลงมาเห็นลำยาวจับต้องผมสีดำสนิทของเวณิกเป็นเงาละเลื่อมและขับอาภรณ์สีขาวที่สวมใส่อยู่ให้ขาวโพลนยิ่งขึ้น   ดวงหน้างดงามนั้นดูสงบลงแต่ดวงตายังมีแววร้าวรานไม่เสื่อมคลาย   ความนิ่งสงบแห่งดวงหน้านั้นทำให้อดพูดไม่ได้ว่า
"มีเพียงผ้าคลุมผม   เธอกับฉันก็จะไม่แตกต่างกันเลย...."
"ดิฉันอาจจะกลับมาค่ะซิสเตอร์...."
เวณิกตอบเรียบ ๆ
"ถ้ามีกระแสเรียกจากพระผู้เป็นเจ้า....ดิฉันก็จะกลับมาและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปจนตาย...."
เวณิกก้าวออกจากประตูคอนแวนต์....หูกวางต้นใหญ่ทิ้งใบสีน้ำตาลแห้งเกราะของมันร่วงลงสู่ทางเดินเกลื่อนกล่น   อากาศมัวหม่นและสายฝนเริ่มโปรยลงมาบางเบา...
....ผมรักคุณนะเวณิก....ด้วยหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งจะมีให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งได้....
....พระเจ้า....ถ้าข้าพระองค์รู้ล่วงหน้าสักนิด....ว่าเขาต้องไปเฝ้าพระองค์เร็วอย่างนี้....ข้าพระองค์จะไม่ลังเลเลยที่จะเอ่ยคำ...รัก....ให้เขาได้ยินสักครั้ง....
....ไปอิตาลีกันนะเวณิก    ไปดู ‘ไฮอาร์ต’ ที่คุณอยากดู...ผมรอที่จะให้ถึงวันที่จะมีคุณมานั่งเล่นใต้ซุ้มองุ่นกับผม....
....และ.....
....รู้จักเพลงภาษาฝรั่งเศสบทนี้ไหม....จะร้องให้ฟังนะ....
....เนอ  เมอ   เดอมอง   ปะ  ที   เซอร์   ซุย
   เช   วูเดร  เซอร์เะลอมอง   เก๊อะ   ตู   ซาช
    ....เซอร์      แทม.....
....ฉันเดินทางหลายพันไมล์
   เพื่อค้นหาเธอผู้จะเป็นดวงใจ
   อย่าถามเลยนะว่าฉันเป็นใคร
   เพียงจำไว้ว่าฉันรักเธอเท่านั้นเป็นพอ.....



๘   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  


เห็นนามปากกาแล้วไม่ต้องแปลกใจนะคะ... ระยะที่เขียนเรื่องสั้นเรื่องสั้นเรื่องนี้ (และอีกสองเรื่องที่ลงพิมพ์ใน "สกุลไทย") คือช่วงเวลาที่ยังไม่ได้แต่งงาน...เพียงแค่ "คบหา" อยู่กับหนุ่มหน้าตี๋คนหนึ่ง...เลยยังไม่กล้าให้มีนามสกุล "ศักดิ์เกษม" ต่อท้าย
ส่วนสาเหตุที่เรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำไปรวมอยู่ในเล่ม รวมเรื่องสั้นแสงตะวันในสายหมอก ก็เพราะเหตุผลสองประการค่ะ
ประการที่ 1 - พอจะมองเห็นว่าสักวัน เราอาจเอาพล็อตเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องยาวได้สักเรื่องด้วยการเติมสับพล็อต และรายละเอียดอื่น ๆ เข้าไป โดยดัดแปลงบางส่วนอีกเล็กน้อย...แต่จนถึงวันนี้ (ปี พ.ศ.2544 - ยี่สิบสองปีหลังจากเขียน "สายรุ้งสลาย") ก็ยังไม่ได้ทำเลยค่ะ - เอาเถอะ! สักวัน...
ประการที่ 2 - เพราะยังไม่ค่อยพอใจเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนในชีวิตเรื่องนี้สักเท่าไหร่ (กลับมาอ่านในวันนี้ยังแอบนึกเขินตัวเองเลยค่ะ สมัยสาว ๆ อารมณ์อะไรมันจะขนาดน้านนนนน...อิ อิ) รู้สึกว่ามีหลายอย่างที่ยังบกพร่อง บางช่วงอ่อนเรื่องรายละเอียด บางช่วงรวบรัดจนเกือบกระชากอารมณ์...อาจเป็นเพราะ ความยาวของเรื่องบังคับให้ไม่สามารถทำได้ก็ได้ค่ะ
ด้วยเหตุผลสองประการนี้ "สายรุ้งสลาย" จึงไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่ใน หนังสือรวมเล่มชุดรวมเรื่องสั้น "แสงตะวันในสายหมอก"...แต่ก็ได้มาอวดโฉม ณ ที่นี้ ด้วยกำลังใจกับเสียงเรียกร้องจากน้อง ๆ หลาน ๆ และผู้อ่าน...โดยเฉพาะหนูฟองน้ำ ที่อุตส่าห์ไปค้นถึงหอสมุด แล้วเมลล์บ่นมาถึงว่า...อ่านแล้วเศร้าและหดหู่ซะละเกิน ฮือ ฮือ...
อ่านแล้วมีความเห็นอย่างไรก็คุยกันมาได้นะคะ



๙   ส า ย รุ้ ง ส ล า ย ปิ ย ะ พ ร
top  

อ่านจบแล้ว...ว่าไงกันบ้างคะ ส่งเสียงกันหน่อย



โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ
..มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม