ผลงาน >> จากชลบุรีถึงบางปะอิน Go to :

ต อ น ที่ 1
ต อ น ที่ 2
ต อ น ที่ 3
ต อ น ที่ 4
จ า ก ช ล บุ รี ถึ ง บ า ง ป ะ อิ น (ตอนที่ 1)
สารคดีท่องเที่ยว 4 ตอนจบ ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ปีที่ 40 ฉบับที่ 2045 เดือนพฤศจิกายน
พ.ศ.2536

ก่ อ น อ่ า น ส า ร ค ดี ท่ อ ง เ ที่ ย ว
"...ถึงแม้ทุกเรื่องจะใช้คำว่า 'ฉัน' และมีหลายส่วนคล้าย 'ฉัน'....แต่ 'ฉัน' ในสารคดีท่องเที่ยวทุกเรื่อง ก็ไม่ใช่ 'ฉัน' คนนี้หรอกนะคะ...มีการดัดแปลง เพิ่มเติม แต่งหัว ตบท้ายให้น่าอ่าน ให้สนุกขึ้น
เท่านั้นเองค่ะ" - ปิยะพร ศักดิ์เกษม -  

จ า ก ช ล บุ รี ถึ ง บ า ง ป ะ อิ น จ า ก ช ล บุ รี ถึ ง บ า ง ป ะ อิ น
ฉันรักฤดูหนาว...

ในรอบสิบสองเดือน ฉันรักสี่เดือนที่เป็นฤดูหนาวมากที่สุด แม้ว่าในปัจจุบันฤดูหนาวจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายจากวันเวลาที่ฉันยังเป็นเด็ก แต่ฉันก็ยังคงรักฤดูหนาวไม่เสื่อมคลาย...

ฉันรักท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มใสโปร่งเจิดจ้ากว่าฤดูไหนๆ ของปี

ฉันรักปุยเมฆสีขาวเบาบางที่ราวกับจะลอยตัวสูงกว่าที่เคย...ดูราวกับปุยสำลีบนผ้าต่วนสีฟ้าสด

ฉันรักดอกสีขาวละมุนของแคฝรั่งที่พากันออกสะพรั่งระย้าย้อยแทนที่ใบที่พร้อมใจกันทิ้งต้นในหน้าหนาว แคฝรั่งพวกนี้ขึ้นอยู่รอบรั้วคอนแวนต์ที่ฉันเคยร่ำเรียนอยู่ในสมัยที่ยังต้องผูกเน็คไทใส่เสื้อขาว กระโปรงน้ำเงิน

ฉันรักดอกสีชมพูสดใส อ่อนหวาน ของชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ขึ้นเป็นแถวทิวอยู่ระหว่างตึกเรียน มันจะบานพร้อมๆ กันทั้งแนวในเวลาที่นักเรียนของฉันสอบกลางปีของภาคเรียนที่สอง...ตอนนี้ฉันอยู่ในโรงเรียนในอีกฐานะหนึ่ง เวลาที่ยืนดูชมพูพันธุ์ทิพย์ผลัดใบ ผลิดอกในหน้าหนาว ความรู้สึกจึงแตกต่างจากที่ได้ยืนดูแคฝรั่งออกดอกสีขาวอมม่วงละมุนในยามเป็นเด็กอยู่มากทีเดียว

แต่ฉันก็รักทั้งสีชมพูและสีขาว เพราะฉันรักฤดูหนาว

ฉันดีใจเสมอเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ แล้วได้รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดกรรโชกเล็ดลอดบานหน้าต่างห้องนอนทางทิศเหนือเข้ามา

พูดไปแล้วหลายคนอาจจะไม่อยากเชื่อ...จริงหรือ...ที่ว่าสมัยนี้ยังมีลมหนาวพัดให้ได้ "รู้สึก"

คนที่อยู่ตึก อยู่เมืองใหญ่คงจะไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือก โปร่งชื่นของลมหนาวมานานแสนนานแล้ว...แต่ที่บ้านของฉันซึ่งรอบบ้านยังเวิ้งว้าง ห่างไกลจากตึกสูงเบียดเสียด ถนนราดยางและคอนกรีต

...ลมหนาวยังมาทักทายฉันเสมอ...ทุกปี...จากทางทิศเหนือ

นอกจากนี้วันสำคัญและโอกาสของฉันมักจะมาถึงในฤดูหนาว ฉันเกิดกลางฤดูหนาวขณะที่คนที่ฉันรักเกิดเมื่อต้นฤดู

หน้าหนาว คือช่วงเวลาที่โอกาสแห่งการเดินทางมักจะลอยมาชนฉันอยู่บ่อยๆ

และในวัยเด็ก ฉันก็ชอบที่จะออกเที่ยวงานวัดจนดึกในฤดูหนาว เพื่อไปนั่งจับเจ่าอาศัยไออุ่นจากเตาถ่านดูแม่ค้าปิ้งข้าวเกรียบว่าวแผ่นบางพองสีขาวนวล

โอกาสพิเศษอีกอย่างหนึ่งของฤดูหนาวทุกๆ ปี เมื่อครั้งฉันยังเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนก็คือ ได้กอบใบแห้งๆ เล็กเรียวของสนประดิพัทธ์มาสุมรวมกันเป็นกองสูง นั่งอ่านหนังสือคุยกันอยู่ใต้แสงแดดอุ่น ซิสเตอร์จะไม่รีบเกณฑ์ให้เราเข้าไปนั่งสั่นเทาอยู่ในห้องเรียนเหมือนเช่นที่เคย

ปีนี้...โอกาสพิเศษของฉันก็มีมาในฤดูหนาว โอกาสที่มาถึงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

โอกาสที่เพื่อนคนหนึ่งจะบินข้ามฟ้ามาหา ทั้งๆ ที่ฉันเคยคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้พบเขาอีกแล้ว แม้ว่าเขาจะเคยตอบรับคำชวนมาเที่ยวเมืองไทยของฉันไว้โดยมารยาท ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ด้วยอาชีพของเขาที่หาเวลาว่างยากในแต่ละปี ด้วยเหตุผลที่ว่าภรรยาของเขามีสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงนัก ทั้งยังเกลียดการเดินทาง แม้ว่าเธอเองจะรักและสนิทสนมกับฉันมากสักแค่ไหนก็เถอะ...เธอก็ไม่สมัครใจที่จะบินด้วยระยะทางร่วมครึ่งโลกจากสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย

ทว่าฉันกับเขาก็จะได้พบกันในฤดูหนาวนี้ พ่วงท้ายมาด้วยเพื่อนในวัยเดียวกันกับเขาอีกสามคน

สามเดือนที่แล้ว มีข่าวข้ามฟ้ามาถึงฉันด้วยข้อความที่ว่าภรรยาของเขาสิ้นชีวิตเสียแล้วด้วยโรคมะเร็ง ฉันปล่อยเวลาให้ผ่านไปร่วมเดือน ด้วยหวังว่าเขาคงจะเยียวยารักษาตัวเองไปได้บ้างแล้ว...ในช่วงเวลาวิกฤต คนบางคนเช่นเขาชอบที่จะหลบมุมเลียแผลอยู่เงียบๆ คนเดียว

คะเนดูว่าเมฆหมอกคงบรรเทาเบาบาง ฉันจึงเขียนจดหมายที่มีข้อความ "ทำไมคุณไม่ลองมาเที่ยวเมืองไทยดูสักพักละ จิม เปลี่ยนชีวิต หยุดวงจรที่มันซ้ำๆ ซากๆ ดูเสียบ้าง อะไรๆ ก็อาจจะดีขึ้น ฟื้นตัวเร็วขึ้นกว่าที่คิด ที่สำคัญคุณจะได้คุยกับ 'เพื่อน'...คุณก็รู้ว่าคุณคุยกับฉันได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของแมรี่ (ชื่อภรรยาของเขา)...ถ้าคุณต้องการ..."

คำตอบของเขามาในตอนดึกของคืนวันหนึ่ง ทางโทรศัพท์..."ตกลงผมจะมา"...

และตามมาด้วยจดหมายขนาดยาว

'...ขอบคุณเหลือเกินสำหรับคำแนะนำ ผมเชื่อว่ามันคงช่วยได้จริงๆ แค่ความตื่นเต้นในการเตรียมการเดินทาง ซื้อตั๋วเครื่องบิน สะสางงาน นัดหมายต่างๆ นานา แค่นี้ก็ทำให้ผมหัวหมุนและวางความเศร้าโศกลงไปได้บ้างเหมือนกัน แม้ว่าจะยังไม่ลืม...

เมื่อกี้ผมได้เปิดดูความหมายของคำว่า 'ความตื่นเต้น' ในดิกชันนารีของเว้บสเตอร์ เขาอธิบายไว้ว่า ความสับสน ความยุ่งยาก ขั้นตอนที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ตื่นเต้น... ผมเปิดดูเพราะรู้สึกว่านอนไม่หลับเอาเสียเลย ด้วยนึกถึงเหตุการณ์ไปล่วงหน้า การเดินทางไกลๆ แบบนี้จะเหนื่อยมากไหมนะ แล้วอากาศล่ะจะเป็นอย่างไร ผมเลือกเสื้อผ้าเตรียมไว้แล้วตั้งแต่วันนี้ เมื่อเย็นนี้ก็ไปกินอาหารไทยมาเพราะหวังว่าจะได้คุ้นกับกลิ่นและรสให้มากที่สุด...เฮ้! เว้บสเตอร์ นี่ต่างหากล่ะ ความหมายของคำว่า 'ตื่นเต้น'!'

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนที่มีจินตนาการมากสักหน่อยอาจจะพอวางพล็อตนวนิยายเรื่องยาวได้สักเรื่อง โดยมีนางเอกเป็นสาวน้อยชาวไทยและให้พระเอกเป็นพ่อม่ายหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกัน

...อย่าเลยค่ะ เพราะ 'พระเอก' คนนี้ มีวัยพอที่จะเป็นพ่อหรือลุงของฉันได้อย่างสบายๆ เพียงแต่เขาและเพื่อนอีกสามคนที่จะร่วมขบวนมาด้วยนั้น ไม่ชอบที่จะเป็น ลุง ป้า น้า อา แต่ชอบที่จะเป็น 'เพื่อน' กับฉันมากกว่า

เอาละ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันยืดยาวจนเกินเหตุ ก็ขอสรุปสั้นๆ ว่าในที่สุด 'เพื่อน' สี่คนของฉันที่มีอายุรวมกันเกินสองร้อยปีก็มาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

เนื่องจากว่าพวกเขามีเวลากันไม่ถึงสองอาทิตย์ ฉันจึงให้เวลาพวกเขาพักผ่อนเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ก็พาออกตระเวนในทันที พาทัวร์ 'ไชนา ทาวน์' (สำเพ็ง เยาวราช) ทัวร์วัด ทัวร์วัง ทัวร์คลอง พาไปกินอาหารที่ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามสถิติในกินเนสส์บุ๊ค ก่อนที่จะพาไปทัวร์พัทยา...ทั้งหมดนี้เป็นการท่องเที่ยวในแบบที่นักท่องเที่ยวควรจะได้ดูกัน...ยังค่ะ ยังไม่ใช่ 'ไฮไลท์' ของฉัน

รายการสำคัญที่ฉันหมายมั่นปั้นมือเสียหนักหนา (เพราะฉันเองก็อยากไป) คือ การขับรถย้อนจากพัทยา แวะชลบุรี ผ่านกรุงเทพฯ ไปยังบางปะอิน อยุธยา

กว่าจะออกเดินทางกันได้ ฉันก็ต้องหยุดให้พวกเขาพักผ่อนกันเสียหนึ่งวันเต็มๆ ด้วยรายการ 'มหาโหด' ของฉันทำเอาหนึ่งในสี่ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เอ๊ย! น้ำเกลือไปเสียสองขวด...

"ดีเหมือนกันที่ได้หยุดพักผ่อนเสียบ้าง"

จิมบอกกับฉันในวันที่เราอยู่บ้าน รอให้เพื่อนอีกคนฟื้นตัวจากอาการป่วย 'พะอืดพะอม' ซึ่งมีสาเหตุมาจากอาหารไทยรสจัด และอร่อยจนเขาไม่สามารถจะหยุดตัวเองให้บริโภคแต่เพียงพอดีได้

เราเดินคุยกันท่ามกลางแดดอ่อนของยามเย็นไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปในทะเล ขณะที่เพื่อนอีกสามคนนอนรับลมอยู่บนระเบียงหลังบ้าน

"คุณเองก็คงจะเหนื่อยไม่น้อย พาพวกเราตระเวนกันมาหลายวันเต็มที"

"ถ้ามันทำให้คุณดีขึ้น ฉันก็ดีใจ" ฉันว่า

เขานิ่ง มองดูตะวันลับดวงลงในท้องน้ำอยู่อึดใจหนึ่งจึงได้พูดขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้ฉันต้องเก็บเอาไว้ใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจำได้ติดใจ และในเมื่อเขาแก่คราวพ่อ ฉันจึงรับเอามาเป็นคำสั่งสอนเตือนใจ...เขาว่า

"การจากไปของแมรี่ ไม่ได้ทำให้ผมเสียใจมากเท่ากับการที่คิดว่าเวลาที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่ได้ดีกับเธอมากพอเลย แม้ว่าผมจะทำหน้าที่สามีอย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถแล้ว..." เขาเรียกชื่อของฉันในแบบที่เขาชอบเรียก

"จงรัก จงถนอม คนที่อยู่ร่วมกับคุณเอาไว้ให้มากกว่าที่ควรจะเป็น ให้มากกว่าที่คุณตั้งใจไว้...จะได้ไม่ต้องมาหวนเสียใจเมื่อเขาจากไป เพราะเมื่อถึงเวลานั้นความเสียใจก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว..."

ถนนในตัวเมืองที่ประดับด้วยดอกไม้พราวสะพรั่ง
ดูเหมือนว่าเขาจะดีขึ้นเมื่อได้ระบายความรู้สึกเช่นนี้ออกมา...วันรุ่งขึ้นเราจึงออกเดินทางกันด้วยความสดชื่นแจ่มใส

เราออกเดินทางกันในเวลาเช้าตรู่ แสงเงินแสงทองเพิ่งเริ่มจับขอบฟ้าและอากาศก็เย็นชื่นเป็นพิเศษจนฉันแปลกใจ

รถพาเราแล่นเรียบไปบนถนนสุขุมวิทที่ยังคงว่าง ก่อนที่เราจะมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ ฉันก็แวะรับเพื่อนสาวชาวไทยของฉันร่วมขบวนไปด้วยอีกสามคน

และไหนๆ ก็มาถึงจังหวัดใหญ่ในย่านตะวันออกแล้ว ฉันก็อยากจะให้พวกเขาได้เห็นสภาพทั่วๆ ไปในตัวจังหวัดชลบุรีเสียหน่อย เพราะว่าที่จริงจังหวัดนี้ก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ในฐานะเมืองใหญ่ที่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ ซึ่งกำหนดให้ชลบุรีเป็นเมืองหลักของอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแห่งชายฝั่งภาคตะวันออก

ชลบุรี ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ตามเส้นทางสุขุมวิทประมาณ ๘๓ กิโลเมตร ตามเส้นทางบางนา-ตราดประมาณ ๖๕ กิโลเมตร พื้นที่ ๒๒๕,๙๙๒ ตารางกิโลเมตร แนวยาวของตัวจังหวัดจดทะเลยาว ๑๕๖ กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบ มีภูเขาทอดเกือบกึ่งกลางของจังหวัด เป็นแนวยาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันไม่มีสภาพป่าเขาหลงเหลืออยู่อีกแล้ว นอกจากในเขตวนอุทยาน...คนใกล้ตัวของฉันเคยล้อเลียนด้วยอารมณ์คันว่า สภาพไร่นาก็กำลังจะหมดไปและมีสนามกอล์ฟโผล่ขึ้นมาแทนที่

เขาว่า ถ้าโครงการกอล์ฟทุกโครงการเสร็จสมบูรณ์ เราจะสามารถเดินตีกอล์ฟเลียบริมถนนสุขุมวิทไปได้เรื่อยๆ จนถึงจันทบุรี และอาจจะถึงตราดเลยเสียด้วยซ้ำ...เดินตีกอล์ฟไปนะคะ...เราจะถึงตราดได้โดยไม่ต้องพึ่งรถยนต์เลยละค่ะ

และเขาว่าอีกหน่อยคนเมืองชล จะเป็นแชมป์กีฬากอล์ฟ แต่ต้องสั่งซื้อข้าว อ้อย และมันสำปะหลังจากต่างประเทศ!

เท็จจริงประการใดฉันขอ 'เคาะ' เรามาคุยเรื่องลักษณะภูมิประเทศกันดีกว่า

ที่นี่ไม่มีลำน้ำที่สำคัญไหลผ่าน มีแต่เพียงลำห้วยและทางน้ำจากภูเขาไหลลงสู่ทะเลเพียงเล็กน้อย ทางจังหวัดจึงต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำไว้หลายแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำมาบประชัน อ่างเก็บน้ำพลูตาหลวง เป็นต้น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๒๓-๓๓ องศาเซลเซียส

เขตการปกครองถูกแบ่งออกเป็น ๙ อำเภอ คือ อำเภอเมืองชลบุรี บ้านบึง หนองใหญ่ พานทอง ศรีราชา บางละมุง สัตหีบ พนัสนิคม บ่อทอง และแถมด้วยกิ่งอำเภอเกาะสีชัง

ดอกไม้สีสด และฟ้าใสในวันสวย

...ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นหนักหนาที่ฉันจะต้องไปค้นและไปคว้ามาเตรียมไว้ เพราะคนอเมริกัน บ้าข้อมูล บ้าตัวเลข...ฉันจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะให้คำอธิบาย ให้คำตอบกับคำถามประเภท

"ที่นี่มีพื้นที่เท่าไร"

"ห่างจากกรุงเทพฯ แค่ไหน"

"อุณหภูมิเป็นอย่างไร" ฯลฯ

แม้กระนั้นฉันก็ยังจนมุมเมื่อเจอคำถามที่ว่า

"เมืองนี้มีประชากรกี่คน"

"เกินล้านละมัง โดยประมาณนะ" ฉันยิ้มแหย

"เอกสารที่ฉันมีมันเก่าเหลือเกิน ห้าหกปีมาแล้ว เขาว่ามีประชากรถึงเจ็ดแสนกว่าคน...ป่านนี้คงจะเหยียบล้านแล้วละมัง"

เป็นคำตอบที่ไม่น่าพอใจเท่าไหร่...ฉันรู้...เพราะฉันเคยได้ยินคนอเมริกันให้คำตอบกันด้วยตัวเลขยาวเหยียดแถมทศนิยมอีกสองตำแหน่ง บางคนถึงกับควักเอาตาราง เอากราฟออกมาประกอบคำอรรถาธิบายมาแล้ว

แต่ก็เอาเถอะ...ฉันไม่ใช่คนอเมริกันบ้าตัวเลขนี่ (หว่า) ฉันเป็นคนไทยที่ชอบกะๆ เอาต่างหากเล่า

นี่แหละ หอพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลของชาวชลบุรี นั่งร้านเกะกะไปหน่อย เพราะขณะถ่ายกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม
เนื่องจากว่าเรามีเวลากันน้อยเต็มที ฉันจึงไม่มีโอกาสจะได้พาพวกเขาแวะนมัสการ 'พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลสิรินาถพุทธบริษัทราษฎร์กุศลสามัคคี ชลบุรีปูชนียบพิตร' ซึ่งหล่อจำลองมาจากองค์พระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

องค์พระหล่อด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์ กระทำพิธีหล่อเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.
๒๕๐๓ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม) วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นประธานในพิธี และได้อัญเชิญมายังจังหวัดชลบุรีวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๔ ส่วนอาคารหอพระนั้นวางศิลาฤกษ์ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๔

ในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดหอพระและทรงปลูกต้นโพธิ์พุทธคยาในบริเวณเดียวกัน

เมื่อมีเวลาน้อยเช่นนี้ ฉันจึงพารถเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสุขประยูรตรงสี่แยกที่ชาวเมืองชลรู้จักกันดีในนามสี่แยกเฉลิมไทยหรือสี่แยกพนัส ตรงไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร จะมีวัดธรรมนิมิตรอยู่ทางด้านซ้ายมือ...บนเชิงเขา

ฉันพารถเลี้ยวตรงเข้าไปเพื่อชมตัวจังหวัดจากมุมสูง และชมวัดจีนที่มีรูปเจ้าแม่กวนอิมสวยที่สุดรูปหนึ่ง

ซุ้มเฟื่องฟ้าสดสะพรั่งของวัดรอเราอยู่ข้างหน้าโน้นแล้ว...อีกประเดี๋ยวเดียวเราจะเข้าไปชมภายในวัดกันค่ะ


๑   จ า ก ช ล บุ รี ถึ ง บ า ง ป ะ อิ น พ ร เ ก ษ ม
top next

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ
..มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม