| ดู บ อ ล ดู ล ะ ค ร แ ล้ ว ย้ อ น ดู ร ะ บํ า (ตอนที่ 1) |
สารคดีท่องเที่ยว 6 ตอนจบ ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ปีที่ 41ฉบับที่ 2102 เดือนมกราคม พ.ศ.2538 |
ก่ อ น อ่ า น ส า ร ค ดี ท่ อ ง เ ที่ ย ว |
"...ถึงแม้ทุกเรื่องจะใช้คำว่า 'ฉัน' และมีหลายส่วนคล้าย 'ฉัน'....แต่ 'ฉัน' ในสารคดีท่องเที่ยวทุกเรื่อง ก็ไม่ใช่ 'ฉัน' คนนี้หรอกนะคะ...มีการดัดแปลง เพิ่มเติม แต่งหัว ตบท้ายให้น่าอ่าน ให้สนุกขึ้น
| เท่านั้นเองค่ะ" |
- ปิยะพร ศักดิ์เกษม - |
|
 |
 |
| "ดูบอล" |
ทุกครั้งที่ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ หากได้คุยล่วงเข้าไปถึงเรื่องกีฬาที่ฉันมีความรู้หูตากว้างขวางอยู่พอควรแล้วละก็ คำถามที่ได้รับอยู่เสมอๆ ก็คือ
"คนไทยนิยมกีฬาอะไรมากที่สุด"
"ฟุตบอล" คำตอบของฉันมักเป็นเช่นนี้
"มวยด้วย" คนข้างเคียงมักจะยื่นหน้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและก็มักจะโดนฉันแย้งทุกทีไป
"ในความรู้สึกของฉัน มวยไม่ใช่กีฬาเป็นการเอาคนขึ้นมาทำร้ายกันมากกว่า และการชกมวยก็ถูกบีบถูกครอบคลุมด้วยอิทธิพลของการพนัน ฉันจึงขอไม่นับ"
เมื่อสรุปเอาดื้อๆ อย่างนั้นแล้ว ฉันก็มักจะเล่าต่อถึงกระแสของความนิยมกีฬาฟุตบอลที่เกิดขึ้น....เล่าถึงช่วงฟุตบอลโลกสี่ปีครั้งที่ทำเอาคนแทบทั้งประเทศ ไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดง ผู้หญิงหรือผู้ชาย กลายเป็น "ซอมบี้" ...ผีดิบคืนชีพ....กันไปทั้งเมือง
ครั้นผู้ฟังทำหน้าสงสัย ฉันก็อธิบายถึงเวลาที่แตกต่างของแต่ละซีกโลก...เมื่อผู้คนในยุโรปได้ดูการแข่งขันแต่ละนัดในเวลาประมาณสองทุ่มก็หมายความว่าผู้คนในประเทศของฉันต้องถ่างตารอถึงหนึ่งนาฬิกาของวันใหม่ และกว่าเกมจะจบก็โน่น...ตีสองครึ่งหรือใกล้ๆ สามนาฬิกา...
...ยิ่งการแข่งขันนัดใดเริ่มเวลา "คิกออฟ" ให้ช้ากว่าเดิมสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อไม่ให้การแข่งนัดสำคัญๆ มีเวลาซ้อนทับกันด้วยละก็...ยิ่งหมายความว่าคนดูก็จะไม่ได้นอนไปเลยทั้งคืนนั้น
ภาพสถานที่ทำงาน ไม่ว่าราชการหรือเอกชน ที่มีคนนั่งทำงานตาแดงก่ำ เซื่องซึมและเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติในวันหลังจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลข้ามทวีป จึงเป็นเรื่องที่เราเข้าใจกันดี
"ไม่มีการแข่งขันกีฬาแบบใดมีอิทธิพลกับผู้คนมากขนาดนี้" ฉันมักสำทับซ้ำ
"มวยนั้นมีผู้คนติดตามดูมากก็จริง แต่ก็เป็นคนกลุ่มเดียว....มักเป็นผู้ชายหรือไม่ก็นักพนัน....ต่างกับฟุตบอล ที่กระจายความนิยมไปทั่ว คนแก่ หนุ่มสาว เด็ก วัยรุ่น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย...มีคนบอกว่า เด็กสาววัยรุ่นชาวไทยเป็นแฟนบอลที่เหนียวแน่นกว่าผู้ชายเสียอีก"
"โอ! ถ้าอย่างนั้นฟุตบอลลีคในประเทศของเธอคงแจ๋ว" ดวงตาสีน้ำตาล สีฟ้า สีเทา สีเขียว เบิกโต จ้องตรงมาอย่างทึ่งจัด ขณะที่ฉันเริ่มจ๋อย ตอบอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า
"ไม่หรอกค่ะ เราไม่มีลีคฟุตบอลอาชีพในประเทศของเรา เคยมีการพยายามทำกันหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง....เป็นความขัดข้องทางเทคนิค" ฉันหัวเราะกร่อยๆ
"และนักฟุตบอลบ้านฉัน ก็ไม่สามารถเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการเล่นฟุตบอล"
"แล้วคุณเอาฟุตบอลที่ไหนดู ไปได้ข้อมูลเรื่องราวมาจากไหน" คู่สนทนาของฉันซักอย่างแปลกใจ และฉันก็ต้องอธิบายเพิ่มเติมไปว่า
"ฉันก็อาศัยดูจากการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมบ้าง และเรามีเทปฟุตบอลให้ดูทุกอาทิตย์ค่ะ ช่อง 3 วันเสาร์ เราก็ได้ดูบุนเดสลีกา ช่อง 5 วันอังคาร เราก็ได้กัลโซ่ ซีรีส์เอ ช่อง 7 วันเสาร์ เราก็ได้พรีเมียร์ลีคจากอังกฤษ และเราก็มีทั้งหนังสือพิมพ์ทั้งนิตยสารรายสัปดาห์คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับฟุตบอลพวกนี้อีกด้วย..."
"โอ้โฮ! ยอดเยี่ยมไปเลยแฮะ" คู่สนทนาชาวเยอรมันของฉันครวญคราง
"อยู่นี่ ถ้าจะดูบอลอิตาลีหรือบอลอังกฤษเต็มๆ แม็ตซ์ ก็ต้องมีจานดาวเทียม แถมเจ้ากรรมฟังภาษาของเขาไม่ค่อยออกเสียอีก..."
แฟนบอลชาวไทยโชคดีกว่าหรือนี่?...ฉันเพิ่งรู้!....
สำหรับท่านที่ไม่เคยมีความสนใจเรื่องฟุตบอลมาก่อน...ฉันก็ขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลลีคที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ให้เข้าใจและมีพื้นฐานสักเล็กน้อย...
การเล่นฟุตบอลในต่างประเทศนั้นคืองานอาชีพ และเป็นอาชีพที่ทำเงินได้สูงเสียด้วย มีการซื้อขายตัวนักฟุตบอลกันระหว่างสโมสรด้วยราคานับล้าน บางคนที่มีชื่อเสียงและความสามารถสูงก็สามารถ "ขาย" ทำเงินให้สโมสรและตัวนักกีฬาเองด้วยเงินหลายๆ ร้อยล้านบาทในแต่ละปีทีเดียว นอกจากนั้นก็ยังจะได้รับค่าเหนื่อยกันเป็นสัปดาห์...ล่าสุด มีข่าวว่าสโมสรแห่งหนึ่งในอังกฤษ เสนอเงื่อนไขขอซื้อและยอมจ่ายค่าตัวให้นักฟุตบอลชาวดัทช์ด้วยตัวเลขสูงถึงหมื่นหกพันปอนด์ หรือประมาณหกแสนกว่าบาทต่อสัปดาห์ทีเดียว
สโมสรฟุตบอลนั้น มีบางคนท้วงว่าควรจะเรียกว่าบริษัทมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วมันก็คืองานและการค้าชนิดหนึ่ง มีกำไร ขาดทุน มีการบริหารงาน ทั้งยังเกี่ยวข้องกับเงินทองจำนวนมหาศาล ไม่ใช่เพียงแต่การเข้ามารวมตัวกันด้วยใจรักเหมือนอย่างคำว่า "สโมสร" ควรจะเป็นนัก*********
แต่เอาเถอะ ในเมื่อถึงอย่างไรผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องย่อมต้องมีใจรักเป็นทุน และทุกชื่อสโมสรยังต่อท้ายว่า เอฟ ซี (FC) หรือฟุตบอลคลับกันอยู่ ฉันก็จะยังขอเรียกว่า สโมสรต่อไป
สโมสรฟุตบอลในแต่ละประเทศจะถูกจัดแบ่งเป็นกลุ่มตามระดับฝีเท้า กลุ่มละประมาณสิบแปดถึงยี่สิบสองทีม ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ ปีนี้กลุ่มระดับยอดในเยอรมันที่เรียกว่าบุนเดสลีกามีสิบแปดทีม ในอิตาลีที่เรียกว่า กัลโซ่ ซีรีส เอ มียี่สิบทีม และในอังกฤษคือพรีเมียร์ลีคมียี่สิบสองทีม
แต่ละปี ทุกทีมจะต้องจับแข่งแบบพบกันหมด แต่ละคู่จะพบกันอย่างน้อยสองครั้ง คือคู่หนึ่งจะต้องแข่งกันสองครั้งในสนามของตนเองหนึ่งครั้งและในสนามของคู่แข่งอีกหนึ่งครั้งเป็นนัดเหย้าและนัดเยือน รวมเบ็ดเสร็จแล้ว แต่ละปีแต่ละทีม ต้องทำการแข่งขันอย่างน้อยสามสิบแปดครั้งหรือสามสิบแปดสัปดาห์ ถ้าลีคนั้นมีทีมฟุตบอลทั้งหมดยี่สิบทีม...โดยปกติ จะมีการแข่งขันสัปดาห์ละครั้ง
ผลการแข่งขันทุกครั้งทุกสัปดาห์จะถูกกำหนดเป็นคะแนน ในเยอรมันและอิตาลีกำหนดให้ทีมแพ้ได้คะแนนเป็นศูนย์ ทีมชนะได้สองคะแนน ถ้าเสมอ ทั้งคู่จะได้ทีมละหนึ่งคะแนน
ขณะที่ในอังกฤษ กำหนดให้ทีมชนะได้สามคะแนน โดยให้เหตุผลว่าจะได้ทำให้ทุกทีมเล่นเต็มที่เพื่อเอาชนะ ไม่ใช่เล่นแค่ยันเสมอ แล้วรับหนึ่งคะแนนไปแบ่งกัน
เมื่อจบฤดูการแข่งขัน ทีมที่ได้คะแนนรวมสูงสุดก็เอาถ้วยแชมป์ไปครอง (ในเยอรมันเป็นถาด! ไม่ใช่ถ้วย) ส่วนสามหรือสี่ทีมที่ได้คะแนนต่ำสุด ก็ตกไปเล่นในลีคระดับรองลงไป ขณะที่ทีมซึ่งได้ที่หนึ่งถึงสามหรือสี่ในกลุ่มทีมระดับรองนั้น ก็จะเลื่อนขึ้นมาเล่นในกลุ่มทีมระดับยอดแทน
นอกจากถ้วย (หรือถาด) ของการแข่งขันภายในประเทศแล้ว ยังมีการแข่งขันของสโมสรระหว่างประเทศอันได้แก่ ยูโรเปี้ยนคัพ คัพวินเนอร์สคัพ และยูฟ่าคัพอีกด้วย
...งงไหมคะ...ไม่งงนะ...คุณลองติดตามดูบอลลีคทางโทรทัศน์สักสองสามนัด คุณจะยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง
"บุนเดสลีกา"
เย็นวันที่สามของฉันในประเทศเยอรมนี เมื่อคุณเปีย-คนข้างเคียงคนเดิมกลับมาจากที่ทำงาน เขาก็เอ่ยถามอย่างร่าเริงว่า
"อยากดูบอลไหม....พรุ่งนี้วันอังคาร มีแม็ตซ์พิเศษมิควีค ที่สนามวิน พาร์ค สเตเดียมนี่เอง"
"อุ๊ย! ดู ดู๊ ดู" ฉันรีบตอบ ดีใจจนเนื้อเต้น
ก็โอกาสจะได้ดูบอลจริงๆ ให้เห็นกับตา หลังจากที่ต้องติดตามทางโทรทัศน์มาตลอดหลายปีนั้น มีง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะ....เมื่อแรก ฉันคิดว่าจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว เพราะตามปกติบอลเยอรมันจะแข่งกันวันเสาร์ และวันเสาร์ทั้งสองเสาร์ที่เราอยู่ที่นี่ก็เป็นวันเสาร์ที่เรานัดกินเลี้ยงกับเพื่อนเก่ากับทีมงานของคุณเปียเสียทั้งสองเสาร์
"กล้าหรือเปล่า ถ้าจะไปดู เราต้องไปกันเองนะ" เขาถามย้ำ
"อ้าว! แล้วมาร์คัสล่ะคะ...เขาเคยอาสาว่าจะพาเราไปดูบอล" ฉันฝ่อไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ย่อท้อ จึงถามถึงเพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันของคุณเปีย"
"มาร์คัสไม่ว่าง...เขาว่างแต่วันเสาร์ ซึ่งก็เผอิญเป็นวันที่เราไม่ว่าง ไปดูไม่ได้เสียอีก"
เมื่อเห็นฉันนิ่งเงียบ ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อธิบายเพิ่มเติมขึ้นมาว่า
"ความจริง สนามวิน พาร์ค สเตเดียม ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ เราเดินไปกันเองก็ได้ เดินจากโรงแรมนี้ ข้ามถนนไปสองบล็อค ผ่านปราสาทท่านคาร์ลที่เป็นมิวเซียมทะลุสวนสาธารณะไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว... มาร์คัสบอกว่าเดินไปเองยังไงก็ไม่หลงแน่ เพราะวันแข่งฟุตบอลก็จะมีกองเชียร์ ใส่หมวก พันผ้าพันคอของทีม ใส่เสื้อทีม ถือธงเดินมุ่งหน้าตรงไปสนามกันทั้งนั้น แค่เดินตามๆ เขาไปก็ต้องถึงสนามจนได้" เขาหยุดจ้องมองท่าคิดหนักของฉันอยู่อึดใจหนึ่ง
"ถ้าคุณไม่กลัวว่าเราเป็นหน้าเหลืองสองคนเข้าไปนั่งปะปนดูบอลอยู่กับคนเยอรมันทั้งเมืองร่วมสี่หมื่นคน...เราพูดภาษาเขาไม่ได้ เขาพูดภาษาเราไม่ได้ ติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษก็กระท่อนกระแท่นเต็มทน เพราะคนเยอรมันส่วนใหญ่พูดอังกฤษไม่เป็น...ถ้าคุณไม่กลัวละก็...เราไปกัน!"
ฉันหลับตานึกภาพ ความจริงมันก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เราเป็นคนแปลกหน้าที่มาอาศัยอยู่ในเมืองของเขาไม่ถึงสองสัปดาห์ ภาษาก็ไม่กระดิกหูสักคำ ถ้าเขาทะเลาะจะมีเรื่องกันอยู่ข้างๆ เราจะไปรู้ได้อย่างไร แม้แต่ประกาศของทางสนามหากมีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้น เราก็ไม่มีทางฟังออก แต่ความใฝ่ฝันและความอยากดูของฉันมันนำหน้าเหตุและผลไปไกลลิบ ฉันจึงเงยหน้าขึ้นบอกเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ
 "ไปค่ะ ไป ฉันไม่กลัว!"
เมืองที่ฉันอยู่นี้ชื่อเมืองคาร์ลสรูห์ (Karlsruhe) อยู่ทางทิศตะวันตกค่อนลงใต้ของประเทศเยอรมนี ใกล้ชายแดนฝรั่งเศส...ขับรถไปทางทิศตะวันออก ไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเมืองสตุดการ์ด (Stuttgart) ศูนย์กลางของรถเมอร์ซิ- เดส เบนซ์ และหากขับเฉียงขึ้นไปทางเหนืออีกไม่นานก็จะถึงเมืองไฮเดนเบิร์ก (Heidelberg) ซึ่งนอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเยอรมนีแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีความหมายยิ่งสำหรับคนไทย เพราะเป็นที่ประสูติในหลวงรัชกาลที่ 8
ชื่อของเมืองนี้เพื่อนชาวเยอรมันออกเสียงให้ฟัง...ฟังเหมือนคาร์ลชรั้วห์อย่างไรชอบกล ตวัดเสียงสูง พร้อมทั้งห่อลิ้นรัวๆ ...แต่ขอถือเอาความสะดวกตามแบบลิ้นไทยๆ เป็นที่ตั้ง ฉันจึงของเรียกเมืองนี้ว่าคาร์ลสรูห์ตามที่คุณนิกร ชำนาญกุล และคุณเจษฎา วิจารณ์ นักพากษ์บอลบุนเดสลีกาทางช่องสามเรียกเอาไว้ก็แล้วกัน
นักภาษาศาสตร์อย่าเพิ่งค้อน ผิดพลาดอย่างไรก็แนะนำกันเข้ามา ผู้น้อยยินดีน้อมรับเสมอ และนักศึกษา ก็อย่าเอาเรื่องเล่าสู่กันฟังสนุกๆ ของฉันไปอ้างอิงนะคะ!...
ทีมฟุตบอลประจำเมืองนี้คือทีม Karlsruhe F.C. มีชื่อย่อว่า KSC เวลาตะโกนเชียร์ในสนามเราจะได้ยินแต่เสียงร้องสั้นๆ ว่า 'คาร์ซี!...คาร์ซี!...' กระหึ่มและปลุกเร้าดีไม่หยอก สีประจำทีมคือสีฟ้า
ปีที่แล้วทีมคาร์ซีของฉัน (อย่างน้อยฉันก็ขอสมัครเป็นแฟนในช่วงสองสัปดาห์นี้) มีผลงานที่น่าชื่นชมอยู่เหมือนกัน คือได้อันดับที่สี่หรือห้าในตารางบุนเดสลีกา ซึ่งทำให้มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในยูฟ่าคัพ อันเป็นถ้วยสโมสรระหว่างประเทศในยุโรป
การที่ต้องเพิ่มการแข่งขันนัดพิเศษเข้ามาในตอนกลางสัปดาห์เช่นนี้ ก็เป็นเพราะสัปดาห์ที่แล้ว ทีมคาร์ซี ต้องเดินทางไปแข่งยูฟ่าคัพกับทีมคาสิโน ซัลสบวร์ก ของออสเตรีย ทำให้การพบกับทีมไดนาโมเดรสเดน (Dynamo Dresden) ซึ่งเป็นทีมจากฝั่งตะวันออกของเยอรมนีตามตารางปกติต้องเลื่อนมาแข่งในวันอังคาร
และนั่นกลับเป็นโอกาสอันดี ทำให้ฉันได้มีโอกาสได้ดูบุนเดสลีกาของจริง!
เมื่อมาร์คัสรู้ว่าเราจะไปดูบอลกันแน่ๆ ในวันรุ่งขึ้น เขาก็ให้คำแนะนำมากมายรวมทั้งให้คำรับรองอย่างแข็งขันมาด้วยว่า
"ไม่มีอะไรหรอกน่า ไม่ต้องกลัว ฟุตบอลในเยอรมนีคือความบันเทิงของครอบครัว พ่อแม่พาลูกเล็กๆ มาดู ปู่ย่าตายายจูงมือกันมาดู และคนทุกระดับอาชีพก็มีใจรักการกีฬา รักฟุตบอลเหมือนๆ กัน...ไม่เคยมีเรื่องรุนแรงในสนามฟุตบอลที่เยอรมัน...คนเยอรมันไม่เลือดร้อนเหมือนคนอิตาลี ที่มักจะตีกันจุดพลุไฟใส่กันง่ายๆ หากมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเพียงนิดหน่อย...และแฟนบอลเยอรมันก็ไม่ร้ายกาจเหมือนแฟนบอลอังกฤษ ซึ่งมักจะเป็นพวกกรรมกรเสียเป็นส่วนใหญ่"
ดูท่าเขาผิดหวังเล็กน้อยเมื่อฉันยืนยันว่าจะไปตีตั๋วดูบอลนัดนี้ที่ 'อัฒจันทร์นั่ง'
"โธ่เอ๊ย! นั่งดูบอลมันจะมีรสชาดอะไรเล่า จะไปต่างจากนั่งดูทีวีที่บ้านตรงไหน...ตีตั๋วยืนเหอะ เชื่อผม ราคาถูกกว่าแถมยังสนุกกว่า ได้กระทืบเท้าร้องเพลง กระโดดโลดเต้นตามใจ"
...ฉันไม่เชื่อเขาค่ะ ถึงอย่างไร ฉันก็มีความคิดฝังใจเสียแล้วว่า อัฒจันทร์นั่งปลอดภัยกว่าอัฒจันทร์ยืนแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่เปียกฝน!...ถ้าฝนตก...เพราะอัฒจันทร์นั่งมักมีหลังคา
สนามฟุตบอลในยุโรปนั้นมีทั้งเป็นที่นั่งและเป็นอัฒจันทร์ยืนให้ดู ตั๋วยืนราคาถูกมากทีเดียว ถูกกว่าตั๋วนั่งตั้งสองสามเท่า ดังนั้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือนักศึกษาจึงมักตีตั๋วยืนกันเป็นส่วนใหญ่
จริงๆ แล้วคณะกรรมการของฟีฟ่าเริ่มผลักดันให้สนามฟุตบอลทุกแห่งเลิกอัฒจันทร์ยืนให้หมดโดยออกกฏมาว่า สนามใดก็ตามที่มีการแข่งขันระหว่างชาติจะต้องเป็นอัฒจรรย์นั่งทั้งหมดและในปีนี้ สนามฟุตบอลทุกสนามในอังกฤษก็กลายเป็นที่นั่งกันไปหมดแล้ว
สาเหตุที่คณะกรรมการฟีฟ่าพยายามผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะโศกนาฏกรรมหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล ครั้งที่สำคัญที่สุดคือการกระทบกระทั่งกันของแฟนบอลทีมลิเวอร์พูลจากอังกฤษกับแฟนฟุตบอลทีมจูเวนตัสจากอิตาลี ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยูโรเปี้ยนเมื่อปี 1985 จนเป็นเหตุให้แฟนบอลจูเวนตัสเสียชีวิตไป 39 คน ครั้งนั้นกองเชียร์ลิเวอร์พูลตัวก่อเรื่องถูกจับดำเนินคดีและบรรดาสโมสรจากอังกฤษถูกสั่งห้ามเข้าร่วมการแข่งขันสโมสรยุโรปเสียหลายปี โดยมีสโมสรลิเวอร์พูลโดนโทษรุนแรงที่สุด
อีกครั้งหนึ่งที่สะเทือนใจหนักจนแทบกล่าวได้ว่าเป็น "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" ของกองเชียร์ลิเวอร์พูล...วันที่ 15 เมษายน ปี พ.ศ. 2532 เกิดจลาจลที่ สนามฮิลส์โบโร่ในเมืองเชฟฟิลด์ อันเป็นสนามของสโมสร "เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์" เคราะห์หนักของชาวลิเวอร์พูลครั้งนั้นก็คือ กองเชียร์ลิเวอร์พูลซึ่งอุตส่าห์ติดตามไปดูทีมรักของตนที่ต่างเมือง ต้องเสียชีวิตไปถึงเก้าสิบห้าคน
....ปีนี้ ช่วงกลางเดือนเมษายน ฉันอยู่ที่เซาธ์แธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เปิดทีวีช่องใดก็เจอแต่ข่าวใหญ่รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ภาพสนามฟุตบอลที่ถูกปูลาดด้วยผ้าพันคอผืนยาวสีแดงสดของกองเชียร์ลิเวอร์พูล ซึ่งเรียกตัวเองว่า เดอะค๊อปนับพันๆ ผืน ภาพ "หงส์แดง" ตราสโมสรถูกวางเรียงสลับกับช่อดอกไม้ เพื่อไว้อาลัยบรรดากองเชียร์ผู้ล่วงลับ ครอบคลุมทุกตารางนิ้วสีเขียวของสนาม "แอนฟิลด์" ในเมืองลิเวอร์พูล ทำเอาฉันใจหายและพลอยสะเทือนใจไปกับพวกเขาด้วย
เมื่อเสียงเพลงเชียร์ของทีม "We Will Never Walk Alone" ...เราจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย...ดังขึ้น พร้อมกับรายนามผู้เสียชีวิตปรากฎบนจอก็ทำเอาน้ำตาร่วง...ผู้เคราะห์ร้ายครั้งนั้นมีทุกเพศ ทุกวัยจริงๆ ทั้งวัยอันเริงร่าเปี่ยมพลัง วัยของการทำงานอย่างมุ่งมั่นฟันฝ่า วัยของความเยือกเย็นสุขุม...รายชื่อกับตัวเลข 20 19 22 25 36 59 64 ...ยังติดตาฉันมาจนถึงทุกวันนี้
...และมีหลายคนอายุยังไม่เต็มสิบขวบ! 7 ขวบ 9 ขวบ 5 ขวบ...เป็นวัยที่ไร้เดียงสาจนเกินไปสำหรับการพบเหตุการณ์รุนแรง!
กลับมาที่เมืองคาร์ลสรูห์ ประเทศเยอรมนีกันเถอะค่ะ!
สรุปว่าฉันไม่เชื่อคำแนะนำในเรื่องการเลือกอัฒจันทร์ดูบอลของมาร์คัส...เหตุผลง่ายๆ ที่แอบให้กับตัวเองอยู่ในใจคนเดียวก็คือ
"ฉันรักฟุตบอล...แต่ก็รักชีวิตมากกว่า!"
อีกข้อหนึ่งที่สำคัญ...ส่วนสูงของฉันแค่เลยบ่าชายชาวเยอรมันโดยส่วนเฉลี่ยมานิดหน่อย ถ้าไปยืนดูปะปนกับพวกนั้น...ฉันไม่แน่ใจนักว่าจะมองเห็นอะไรบ้าง นอกจากเส้นผมหยักๆ เหยียดๆ สีน้ำตาล สีแดงหรือสีบลอนด์!
 วันแห่งความตื่นเต้นเริ่มขึ้นแต่เช้า เมื่อฉันล้างหน้าแปรงฟันแล้วแหวกม่านหน้าต่างโรงแรมที่พัก พบว่ารถบัสคันหนึ่งพ่นสีสันสดใส ประดับลูกฟุตบอล และติดตราทีม "ไดนาโมเดรสเดน" จอด สงบนิ่งอยู่ใต้หน้าต่าง
"มากันแล้ว คุณเปีย มาดูเร้ว ทีมเดรสเดนมาถึงแล้วละ"
คนถูกเรียกเดินมาปรายตามองแล้วตอบอย่างไม่ตื่นเต้นเลย
"เขามาถึงกันตั้งแต่ตอนหัวค่ำเมื่อวานนี้แล้วละ พักอยู่ที่ชั้นสี่ ผมเจอกับพวกสต๊าฟฟ์โค้ชในลิฟต์ ยังอวยพรให้เขาโชคดี" ว่าแล้วก็ปิดม่าน แต่งตัวเตรียมไปทำงาน
ใครไม่ตื่นเต้นก็ช่างเถอะ! แต่วันนั้น ฉันตื่นเต้นดีใจทั้งวันกับการจะได้ดู "บุนเดสลีกา" ของจริง...แม็ตซ์แรกในชีวิต (แน่ละ! ฉันหวังว่ามันจะมีแม็ตซ์ถัดๆ ไปในโอกาสข้างหน้า)
เวลาของฉันจึงผ่านไปอย่างไม่หงอยเหงาเลยเมื่อออกเดินเตลิด ท่องเที่ยว ดื่มด่ำบรรยากาศในเมืองตามลำพัง เพื่อรอให้เวลาเย็นย่ำมาถึง...
| ๑ ดู บ อ ล ดู ล ะ ค ร แ ล้ ว ย้ อ น ดู ร ะ บํ า |
พ ร เ ก ษ ม |
|
|
 |
 |
|
|